Author: itong2go

ทำไมรีวิวเชียงใหม่ถึงจัดกิจกรรม outing ให้พนักงานบ่อยๆปีละหลายครั้ง

“เราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการนั่งในห้องสี่เหลี่ยม” ที่มาของความคิดที่จะให้มี outing บ่อยๆ – สมัยก่อน เรามองว่าเราจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลาของพนักงาน แต่ตอนนี้เรามองว่าเราจ่ายเงินเพื่อซื้อประสิทธิภาพของพนักงานมากกว่า – คุณภาพของงานของบริษัท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพนักงาน แม้ผู้นำจะเก่งกาจเพียงใดแต่ก็ต้องอาศัยพลังของทีมงานที่มีประสิทธิภาพด้วย – คนเราจะพัฒนาความรู้และประสบการณ์ขึ้นได้มีอยู่สองทางคือ 1. อ่านหนังสือ 2. เดินทางท่องเที่ยว สมัยนี้ให้คนมาอ่านหนังสือก็ยากละ ข้อสองคนจะชอบมากกว่า – งานของเราต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความสัมพันธ์ของคนในทีม การเรียนรู้จักกันนอกห้องทำงานช่วยให้รู้จักนิสัยใจคอกันได้เร็วกว่า – บริษัทเราทำคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องเที่ยว พนักงานไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ควรจะได้มีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย สรุปความหมายของการ outing ของรีวิวเชียงใหม่ – การได้ทำกิจกรรมร่วมกันของพนักงานนอกที่ทำงาน – การได้ทำกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของพนักงานนอกออฟฟิศ – กิจกรรมพัฒนาความสัมพันธ์ ทักษะในการติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกันของพนักงาน 5 ผลลัพธ์ที่ได้จากการ Outing 1. พนักงานรู้สึกว่าได้พักผ่อน – มาทำงานก็เหมือนไม่ได้ทำ เพราะออฟฟิศพาไปเที่ยวบ่อยๆ การไปทำงานคือการไปเที่ยวไปกิน ทำให้รู้สึกอยากมาทำงาน เพราะทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน 2. พนักงานไม่เครียด – การ outing ผ่อนคลายไม่ซีเรียสเหมือนกับการส่งไปอบรมสัมมนา การ outing ที่ดีควรมีเป้าหมาย ไม่ใช่การไปเที่ยวโดยไม่มีสาระใดๆ 3. พนักงานมีทักษะในการทำงานเพิ่มขึ้น – อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะเน้นอะไรในการ outing ครั้งนั้นๆ แล้วก็วางแผนกิจกรรมไปแบบหลวมๆ หาเวลาที่ทุกคนสะดวกแล้วมาเล่นเกม ทำกิจกรรมกันขำๆ ให้ทุกคนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมนั้นๆด้วยตัวเอง 4. พนักงานรู้จักกันมากขึ้น – แน่นอนเพราะเขาได้ใช้เวลาด้วยกันโดยไม่ได้ออกไปไหน พอเวลา free time เขาก็จะได้เห็นว่าคนอื่นๆใช้เวลาว่างในการทำอะไร 5. พนักงานรู้จักบริษัทมากขึ้น – รวมถึงรู้จักแนวคิดของผู้บริหารมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีความเข้าใจกับเป้าหมายของบริษัท รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรผ่านการทำกิจกรรมที่สนุกสนานร่วมกัน สรุป Outing – การทำ outing นั้นมีค่าใช้จ่าย เป็นต้นทุนของบริษัท ดังนั้น ไม่ควรจัด outing เล่นๆสนอง need ของตัวเอง – การทำ...

Read More

ทำไมการเขียน Blog ถึงจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหลังจากการมาของ Social Media

สมัยก่อนมีอยู่ช่วงนึงที่คนนิยมเขียน online diary กัน ส่วนมากจะไปเขียนที่ exteen.com และก็ส่งแลกลิงค์กันไปมาสนุกสนาน เราว่ามันดีตรงที่จุดประกายให้คนที่ไม่เคยเขียนอะไรได้ลุกขึ้นมาลองเขียนดูบ้าง แม้จะเป็นเรื่องชีวิตประจำวันก็ถือว่าดีแล้วที่ได้ลองสร้างสรรค์งานขึ้นมา นั่นก็จัดว่าเป็นบล็อกแบบนึง ความหมายของ BLOG ในยุคต่อมาก่อนที่ facebook, twitter, IG จะโด่งดัง ผู้คนนิยมเขียน blog เป็นเรื่องเป็นราวในสิ่งที่ตัวเองถนัดหรือสนใจ ใครเชี่ยวชาญเรื่องอะไรก็จะเขียนเรื่องนั้นๆ บ้างก็เขียนคนเดียว บ้างก็เป็นหมู่คณะเล็กๆ (ถ้าใหญ่ก็จะกลายเป็น publisher/สำนักพิมพ์) ประเด็นสำคัญคือบล็อกที่ดีจะต้องมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ การเขียนปีละ 1-2 ครั้งจัดว่าน้อยเกินไป ส่วนตัวเราคิดว่าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งกำลังดี อย่างน้อยที่สุดเดือนนึงให้ได้สักสองครั้งกำลังแจ๋ว 7 เหตุผลที่คิดว่า BLOG กำลังจะกลับมา 1. บล็อกไม่ได้หายไปไหน – เพียงแต่ผู้คนลืมไปว่ามันเคยมีอยู่ คนเขียนบล็อกก็ยังอยู่แต่อาจอัพเดทน้อยลงเพราะก็มัวไปอ่านสื่อใหม่อยู่เหมือนกัน ส่วนคนอ่านทั่วไปก็ให้ความสนใจกับ main stream มากกว่า 2. ผู้คนเริ่มเบื่อความไวและเริ่มมองหาเนื้อหาที่มีคุณภาพ – ข้อดีของ social media คือมันไว ไวมาก เราเสพสื่อกันแบบไม่หยุดหย่อน ไม่ได้พักคิดวิเคราะห์ใดๆ ทุกสำนักแข่งกันว่าใครเร็วกว่าชนะ ผลลัพท์คือมีขยะคอนเทนต์เต็มไปหมด คนอ่านต้องการของดีๆใส่สมองไม่ได้ต้องการขยะ 3. ผู้คนจะมองหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถเข้าถึงได้ – ยุคต่อไปผู้คนจะมีเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลมากขึ้น สินค้าหรือบริการที่ใช้คำว่า “ครบวงจร” จะไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป คนจะมองหาผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพในด้านนั้นๆ บล็อกที่เขียนเฉพาะเรื่องเฉพาะทางจะได้รับความนิยมกว่าที่เขียนสะเปะสะปะไม่มีทิศทาง 4. ผู้คนบางส่วนจะชอบการอ่านมากกว่าการดูคลิปวีดีโอ – ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ยูทูปครองเมือง แม้แต่เฟซบุ๊คเองก็ยังต้องเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดคลิปวีดีโอ แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบการอ่านเพราะเขารู้สึกว่ามันบังคับได้ ค่อยๆอ่านได้ ไม่ต้องรีบนักก็ได้ การอ่านตัวหนังสือมีข้อดีตรงที่มันได้ใช้จินตนาการต่างจากการดูคลิปหรือดูหนัง 5. ผู้คนจะมองหาอาชีพใหม่ๆ การเป็น blogger คืออีกหนึ่งทางเลือกอาชีพอิสระ – ในยุคหน้าที่อาชีพเดิมๆถูก disrupt โดยโรบอตและ AI ผู้คนจะตกงานกันมากมาย หนึ่งในงานที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทดแทนได้คือ งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น อาชีพ blogger จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับหลายคน 6. คนที่เขียนบล็อกอยู่แล้วจะเขียนมากขึ้นและบ่อยขึ้น – คนที่ไม่เคยเขียนอาจจะไม่รู้ แต่คนที่เขียนบล็อกรู้ดีว่าเขาจะเก่งขึ้น...

Read More

เผยแนวทางการบริหารออฟฟิศยุค 4.0 ในแบบของรีวิวเชียงใหม่

คืองี้ครับ มันมีหลายคนคิดว่าการทำงาน การบริหารออฟฟิศไม่เห็นจะยากอะไร ก็จ่ายๆเงินเดือนแล้วคนก็ทำงานให้เราเอง มันก็อาจจะถูกบางส่วนนะแต่สำหรับที่รีวิวเชียงใหม่แล้ว เงินเดือนอาจไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้พนักงานอยากทำงานที่นี่ ลองมาดูกันครับว่าอะไรคือปัจจัยที่สำคัญสำหรับคนทำงานยุคใหม่ Key Competency ของรีวิวเชียงใหม่ปีนี้มีสามข้อคือ 1. Creativity – ความคิดสร้างสรรค์ 2. Communication – การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 3. Acceleration – การเร่งความเร็ว พนักงานที่จะเข้ามาทำกับรีวิวเชียงใหม่ จะต้องตอบโจทย์สามข้อนี้ได้หรือต้องแสดงออกให้เห็นได้ชัดว่าตนมีคุณสมบัติทั้งสามข้อดังกล่าว ปัญหาในอดีต – การบริหารงานแบบครอบครัว มันทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงไหน พอจะไปข้างหน้าก็ติดอยู่กับคนรอบข้าง พนักงานจะเสนออะไรก็เกรงใจคนในครอบครัว ยิ่งทำงานที่บ้านด้วยแล้วยิ่งแยกเรื่องงานกับครอบครัวออกจากกันได้ยาก – ไร้อนาคตในหน้าที่การงาน บริษัทตอบไม่ได้ว่าจุดหมายปลายทางของอาชีพพนักงานจะไปถึงไหน พนักงานจะเติบโตก้าวหน้าไปกับบริษัทได้อย่างไร เมื่อไม่เห็นแสงสว่างปลายทาง คนก็เลือกที่จะออกไปหาสิ่งที่ดีกว่าหรือดูมีอนาคตมากกว่า – ผู้บริหารยึดติดกรอบความคิดมากเกินไป บางครั้ง CEO ที่เชื่อมั่นในความคิดตัวเองมากเกินไปก็ทำให้ลูกน้องไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางบริษัท พอคนรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมก็ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เมื่อมีอะไรมากกระทบก็ทำให้หลุดออกไปได้ง่าย – ทำเลที่ตั้ง/สถานที่ทำงานไม่น่าดึงดูดใจ บางครั้งออฟฟิศที่อยู่ไกลเกินไปก็ส่งผลต่อพนักงาน ทำเลที่ห่างไกลความเจริญ ห่างไกลร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งแฮงค์เอ้าท์ ก็ทำให้พนักงานรู้สึกถูกตัดขาดและไม่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ชีวิตในยุคปัจจุบัน แนวทางการบริหารงานในปัจจุบัน 1. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม – บริษัทเราเป็นบริษัทเล็กมีคนไม่ถึงสิบคน การรับฟังความคิดเห็น รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากแต่ละคนจะช่วยได้มากกว่าการมโนหรือคิดเอาเอง เมื่อมีปัญหาที่ต้องการแก้ไขก็จะโยนเข้ามากลางวง คนที่มีส่วนร่วมก็จะช่วยกันเสนอแนะแนวทาง ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองก็มีส่วนร่วมในบริษัทด้วยเช่นกัน 2. บริหารงานแนวราบ – คือไม่มีลำดับชั้นใดๆ ไม่มีหัวหน้าแผนก ไม่มีอาวุโสมาก่อนต้องเก๋ากว่า คนมาใหม่มีสิทธิแซงหน้าทุกคนได้ถ้าเขามีความสามารถ เงินเดือนไม่ได้เป็นไปตามอายุแต่ตามความสามารถและความรับผิดชอบ ทุกคนสามารถสื่อสารถึงกันได้โดยตรง รวมถึงสื่อสารกับ CEO ได้โดยตรงด้วยเช่นกัน ไม่ต้องผ่านคนกลางใดๆ 3. Remote Worker –  พนักงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ที่มีอินเตอร์เน็ต ด้วยแนวคิดนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีการลงเวลาเข้าออกงาน ไม่ต้องเช็คชื่อว่าใครอยู่ที่ไหนอย่างไร แต่จะใช้ระบบวัดผลสำเร็จของงานเป็นหลัก วิธีนี้จะเน้นประสิทธิภาพของพนักงานมากกว่าเวลาที่พนักงานต้องอยู่ออฟฟิศ 4. ออฟฟิศต้องน่าทำงาน – สถานที่ตั้งออฟฟิศ การตกแต่งออฟฟิศ อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต้องเหมาะสมกับการทำงานในยุคไอที แม้พนักงานจะไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ได้เหมือนที่พูดในข้อที่แล้ว แต่การมีออฟฟิศที่น่าทำงานก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดให้คนอยากทำงาน เพราะสุดท้ายแล้วการเข้าออฟฟิศได้เจอเพื่อนร่วมงานก็ทำให้ได้งาน ได้ปรึกษาพูดคุยกัน ทำให้งานคืบหน้าไปได้รวดเร็วเช่นกัน 5. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน – แอพใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นต้องถูกนำมาใช้...

Read More

สรุปผลการดำเนินงานและปัญหาในการทำ Gomew Homestay on Airbnb ครบหกเดือน

ที่จริงในวันที่เขียนนี้ก็เกินหกเดือนมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็สรุปหกเดือนแรกให้ดูกันก่อน เหมาะสำหรับคนที่กำลังลังเลจะตัดสินใจทำ airbnb หรือว่าทำไปแล้วแต่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่คิด ก็ลองมาดูกันว่าที่ผมเรียนรู้ลองผิดลองถูกมาอาจจะมีอะไรที่ท่านอาจนำไปปรับใช้ได้ สนใจมาพักกับเราจองเลย airbnb.com/rooms/19509439 ที่มาของ Gomew Homestay Chiang Mai – เริ่มจากมีทาวเฮ้าส์เก่าซื้อไว้ทำออฟฟิศ ตอนหลังออฟฟิศย้ายออกไปอยู่นิมมานบ้านก็เลยว่าง และบ้านก็ทรุดโทรม (เป็นบ้านเก่า) ถ้าจะรีโนเวททั้งทีก็จะต้องเสียเงินเยอะ – ไหนๆก็จะต้องเสียเงินทำใหม่เยอะแล้ว ถ้าปล่อยให้เช่ารายเดือนก็คงอีกนานกว่าจะคุ้มทุนและบ้านก็คงจะโทรมไปอีก ก็เลยคิดหาทางปล่อยเช่ารายวันแทน – จากที่จะรีโนเวทแค่พอประมาณ พอจะปล่อยเช่ารายวันก็เลยต้องรีโนเวทใหญ่ให้ดีๆไปเลย คุณภาพการออกแบบ การบริการต้องได้มาตรฐานโรงแรม งบในการรีโนเวทถูกใช้ไปมากกว่า 50% ของราคาบ้าน (ยังไม่รวมเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่ยกจากบ้านเราเองไปอีก) – ทำบ้านเสร็จแล้ว ก็ต้องมาลุ้นลูกค้ารายแรก เนื่องจากไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มากพอสมควร แต่แผนสำรองที่คิดไว้คือ ถ้ารายวันไม่เวิร์ค เราก็ยังเอามาปล่อยรายเดือนได้ โดยเลือกทำสิ่งที่ยาก คือการปล่อยเช่ารายวันก่อน หกเดือนแรก ผลประกอบการ – ดี ดีมาก ดีเกินความคาดหมาย ได้ลูกค้าตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดคือเดือน July 2017 โดยลูกค้ากลุ่มแรกเป็นวัยรุ่นชาวฮ่องกง มากันหกคน ตื่นเต้นรอต้อนรับด้วยตัวเอง พาไปซื้อข้าวน้ำ บริการด้วยหัวใจสุดฝีมือ ได้รับคำชมและเขียนรีวิวให้ดีมาก – รายได้ ดีถึงดีมาก จากการขายเป็นรายวัน ทำให้มีรายได้ดีกว่ารายเดือนค่อนข้างมาก ทั้งกระแสเงินหมุนเวียนก็ดีกว่า เพราะ airbnb จ่ายเงินเร็ว คือหลังจากลูกค้าเข้าพักหนึ่งวัน ระบบก็จะทำการโอนเงินเข้าบัญชีให้ รอ 3-5 วันก็จะได้รับเงิน รายได้เดือนๆนึงเอามาช่วยค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้มากทีเดียว- แนวโน้ม ดี ถึงกับมีคนเชียร์ให้เปิดอีกสองสามที่ เพราะมองว่าเรามีศักยภาพทำได้ดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการเปิดใหม่แต่ละที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง โดยเฉพาะถ้าจำเป็นจะต้องกู้เงินทั้งหมด จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหนักและจะทำให้เหนื่อยและเครียด ปัญหา – ความไม่แน่นอน จากกราฟจะเห็นว่าเริ่มต้นดีในเดือนแรก เริ่มแผ่วลงในเดือนที่สอง และหายไปเลยในเดือนที่สาม หายไปเลยคือไม่มีแม้แต่บุ๊คกิ้งเดียวตลอดทั้งเดือน ยอมรับว่าจิตตกมากในเวลานั้น เพราะภาระค่าผ่อนในแต่ละเดือนยังคงเท่าเดิม เพิ่มเติมคือรายได้ที่ขาดหายไป – เร่งไม่ได้ ระบบของ airbnb ไม่มีเปิดให้เรา boost post ซื้อโฆษณาได้เหมือนของ facebook ดังนั้น...

Read More

Pin It on Pinterest