นึกๆ คิดๆ มาหลายเพลา ..ว่าจะเขียน Blog เรื่องอะไรดี  ในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ของที่นี่  หลายเรื่องหลายราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายมุมคิด   เยอะจัด จนจับมาไม่ถูก     สุดท้ายหัวเรื่องแรกที่จะเขียน กลับผุดเข้ามาในสมองอย่างไม่ตั้งใจ  จากการรับหน้าที่ช่างภาพและนักข่าวจำเป็นของสำนัก “รีวิวเชียงใหม่”   ที่วันนี้ได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการ ของคุณโจ-หน่า ที่แชงกรีล่า

เมื่อพูดถึง “โจ-หน่า”  ผมเชื่อว่าหลายท่านที่มาเที่ยวถนนคนเดินเชียงใหม่คงรู้จักกันดี .. หรือหลายๆ ท่านอาจจะเห็นจากสื่อต่างๆ มากมาย   ศิลปินสามีภรรยาคู่นี้ ทำอาชีพที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใคร(อยาก)เหมือน   จากพื้นที่เล็กๆ บนถนนคนเดิน  วันนี้เขาทั้งสองคน พาหุ่นละครเล็ก หรือที่เรียกว่าหุ่นละครวังหน้าไปคว้ารางวัลในระดับโลกมาแล้ว

แต่เรื่องราวที่ผมอยากจะเขียนหรือถ่ายทอด  คงไม่ใช่ชีวประวัติของทั้งสองท่าน  หรือมาเล่าเรื่องราวของหุ่นละครเล็ก  เพราะเชื่อว่าทุกท่านคงจะทราบกันอยู่แล้ว   แต่สิ่งที่ผมอยากนำเสนอ  คือ มุมมองที่ผมได้สัมผัสและมองเห็นจากศิลปินคู่นี้

ผมเห็นอะไรบ้าง ???    ทุกครั้งที่ผมไปถนนคนเดิน  ผมเป็นอันต้องไปหยุดอยู่ตรงหัวมุมถนน  บริเวณหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ซึ่งเป็นเวทีแสดงข้างถนนของทั้งสองท่าน  สิ่งแรกที่ผมเห็นและสัมผัสได้ทุกครั้งนั่นคือ   “ความสุข” ที่คนทั้งสองได้ถ่ายทอดออกมาอย่างไม่เสแสร้ง  ผ่านการแสดงของหุ่นที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างน่าอัศจรรย์   จนคนดูที่ยืนมุงกันอยู่ตรงนั้นพลอยได้รับความสุข ความอิ่มเอมไปด้วย    และทุกครั้งที่ผมมองไปยังศิลปินทั้งสองท่านนี้  ผมมองเห็น “แววตา” ของทั้งคู่ ที่เปล่งประกายแห่งความสุขออกมาอย่างเห็นได้ชัด  มันบอกเราได้จริงๆ    แม้กระทั่งล่าสุดวันนี้  ผมถ่ายรูปไปพลางก็สังเกตเห็นแววตาของทั้งสองคนเวลาที่อธิบายเรื่องราว รายละเอียดของหุ่นกระบอกให้แขกที่มาชมนิทรรศการฟัง  มันสัมผัสได้จริงๆ

สิ่งต่อมาคือ ความอดทน ทุ่มเทในสิ่งที่รัก .. อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า อาชีพของคนทั้งคู่นั้นมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และเป็นอาชีพที่ทั้งคู่เลือกแล้วพร้อมกับรักมันอย่างสุดหัวใจ   จากการแสดง “เปิดหมวก” ข้างถนน  จนวันนี้จะมีใครคาดคิดว่าเขาทั้งสองจะโด่งดังระดับโลก และเป็นความภาคภูมิใจของเราชาวเชียงใหม่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ  ด้วยความทุ่มเท ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค   มีประโยคหนึ่งที่คุณหน่า ได้กล่าวในวันเปิดงานวันนี้ว่า  “ขอบคุณความยากจน ความที่เราไม่มีเงิน  มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราพยายามมากขึ้น เราต้องทุ่มเทมากขึ้น”

และสิ่งสุดท้ายที่เชื่อว่าทุกคนรู้จัก  แต่จะมีสักกี่คนที่ไขว่คว้ามันมาได้ หรือดื่มด่ำกับมันจนประสบความสำเร็จ  นั่นคือ “ความฝัน”  ….จะฝันมาก ฝันน้อย ฝันเล็ก ฝันใหญ่  ขอแค่ฝันแล้วลงมือทำ  เหมือนคำกล่าวที่เรามักจำขึ้นใจ “ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง” วลีสุดคลาสสิคของคนมีฝัน   แต่ถ้าหากมัวแต่ฝันแล้วไม่ทำ มันก็จะกลายเป็น ฝันค้าง ฝันสลาย ฝันกลางวัน ฝันลมๆ แล้งๆ  หรือฝันไปเถอะ ก็ว่ากันไป  และคุณโจ-คุณหน่า ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า  “ความฝัน” มันไม่ใช่แค่เรื่องของความฝัน    แต่มันสามารถสร้างให้เป็นจริงได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่หยุดทำ ไม่หยุดพยายาม

หากเปรียบศิลปินสองท่านนี้เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง   ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความฝันได้เป็นอย่างดี และไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ  กับเส้นทางที่ผ่านมา กับประสบการณ์ต่างๆ นานาที่ให้เราได้เรียนรู้   และสิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดทั้งมวลมันเหมือนคำภาษิตฝรั่งที่กล่าวว่า  “Read between the lines”   คือ การทำความเข้าใจกับความหมายที่แฝงไว้  ความหมายที่เราได้เรียนรู้จากศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่านนี้   ความหมายที่ไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูด  แต่เราสามารถสัมผัสและรับรู้ได้  สิ่งเหล่านี้ที่ผมอยากนำมาแบ่งปันและเล่าสู่กันฟัง  เป็นมุมคิดเล็กๆ  ที่อาจจะดูปรัชญาสักหน่อย   แต่ถ้าท่านลอง “Read between the lines”  แล้วท่านจะเข้าใจว่า มันง่ายมากที่จะนำมาใช้กับชีวิตเราเอง   .. ความรัก ความทุ่มเท และความฝัน   สิ่งเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

 

ฝากความคิดเห็น ...