นับจากวันที่กฏหมายใหม่ออกมาบังคับให้ผู้ขับรถต้องมีใบขับขี่แบบจริงจัง จึงเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ของมหามวลชนบุกสถานีขนส่งกันถึงฐาน ไม่ว่าจะหญิงไทยใจงาม ชายหนุ่มมาดแมนทั้งไทย จีน ไทยใหญ่รวมถึงชาวต่างชาติต่างก็ตบเท้าเข้ามาจนคิวที่ทางขนส่งจัดไว้วันละร้อยกว่าคิวนั้นแน่นเอียดจนแทบหายใจไม่ออก ด้วยเหตุที่ว่าระยะเวลาในการทำสั้นเพียงแค่ 2 วัน อีกทั้งค่าธรรมเนียมยังถูกแสนถูกถ้าเทียบกับต่างประเทศ และถ้าหากมีใบขับขี่ชนิด 5 ปีขึ้นไปยังสามารถทำใบขับขี่ระหว่างประเทศได้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่คนเยอะคิวยาวสุดๆ และด้วยความที่เจ๋งก็เป็นหนุ่มไทยใจงาม จึงไปลองสอบมาแล้ว จะสนุกสนานไหนตามมา!

เคล็ด (ไม่) ลับแบบหมดเปลือก ทำตามนี้รับรองผ่านแน่!

– เตรียมสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นต์รับรองสำเนาให้ถูกต้อง อย่างละ 1 ชุด กรณีที่จะสอบทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แต่ถ้าสอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็เตรียมแค่ชุดเดียว

– นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อไปถึงสถานีขนส่งตอน 7 โมงเช้า จะอยู่ในลำดับแรกๆของแถว เมื่อประตูเปิด 8 โมงสามารถเข้าไปหยิบบัตรคิวได้ก่อนใคร  

– แต่งกายให้สุภาพที่สุด ห้ามนุ่งสั้น สายเดี่ยว เข้าไปในห้องสอบเด็ดขาด เพราะคุณจะถูกไล่กลับบ้านทันที!

– จดจำสัญลักษณ์ป้ายจราจร สัญลักษณ์มือของเจ้าหน้าที่จราจร การจอดรถให้ดี เพราะมีในข้อสอบกว่า 70%

– แนะนำให้ลองเข้าไปทำแบบทดสอบได้จากเว็บไซต์นี้ ทำใบขับขี่.com หรือจะโหลด  Application “สอบใบขับขี่ 2559” มาลองใช้ก็สะดวกสุดๆ

– ถ้าหากสอบขับรถยนต์ แนะนำให้ฝึกทักษะการขับชิดฟุตบาทห่างไม่เกิน 25 ซม.การขับเดินหน้าถอยหลังและการถอยรถจอดเทียบฟุตบาทให้ชำนาญ

– การทดสอบขับรถจักรยานยนต์ ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการขับทรงตัวบนทางแคบ ดังนั้นจึงต้องขับขี่ให้ชำนาญและช่วงที่ทดสอบห้ามเกร็งหรือกังวลเด็ดขาด!

– การสอบรถจักรยานยต์ต้องสวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง และห้ามให้เกิดช่องว่างระหว่างสายรัดและคาง

เอกสารที่ต้องใช้ 

1. สำเนาบัตรประชาชน

2. บัตรประชาชนตัวจริง

3. หนังสือรับรองแพทย์พร้อมตราประทับของโรงพยาบาลอายุไม่เกิน 1 เดือน (ใช้ของโรงพยาบาลเอกชนได้) 

 

มาถึง 8 โมงกว่าๆ เตรียมเอกสารพร้อมยื่นได้คิว 127 เต็ม 130 เกือบไม่รอดครับงานนี้!!

ขึ้นไปชั้น 2 ยื่นเอกสารที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ กรอกแบบฟอร์ม จากนั้นยื่นที่เคาน์เตอร์ 29 เพื่อรับบัตรคิว โดยเวลารับบัตรคิวเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30-09.30 น. 1 วันจะรับได้ 130 คิวเท่านั้น ถ้าไม่ทันต้องมาวันถัดไป ถ้าอยากได้คิวแรกๆแนะนำให้มาถึงที่สถานีขนส่งตั้งแต่ 07.00 น. และสอบถามยามด้านหน้าได้เลย

ขอยืนยันด้วยภาพว่ามวลมหาประชาชนมากมายจริงๆที่เข้ามาทำใบขับขี่ในแต่ละวัน

บรรยากาศห้องอบรมแอร์เย็น เพลงม่วน หลับสบาย เอ้ย! ไม่ใช่ละ

จากนั้นเดินเข้าห้องแบบแมนๆ การอบรมเริ่มตั้งแต่ 9 โมง โดยจะต้องไปทดสอบสมรรถภาพก่อนโดยจะเรียงตามบัตรคิว การทดสอบมี 2 แบบ คือตาบอดสี โดยกรรมการจะชี้ถามว่าสีนี้คืออะไร แดง เขียว เหลือง จากนั้นก็ทดสอบการเหยียบคันเร่งและเหยียบเบรค ต้องเบรคให้ทันภายใน 0.75 วินาทีนะไม่งั้นต้องลองใหม่จนกว่าจะผ่าน บอกเลยว่าเป็นขั้นตอนที่สนุกมาก
และก็ต้องเข้าฟังอบรมตามระเบียบ โดยจะมี 2 รอบ ตั้งแต่ 10.00-12.00 น. และ 13.00-15.00 น. รอบเช้าจะเป็นเนื้อหาของกฏหมายต่างๆ ใครที่ง่วงหรือหิวซื้อนมขนมปังเข้ามาทานได้ ส่วนรอบบ่ายนี่สำคัญมากต้องตั้งใจฟังให้ดีเพราะจะพูดถึงเรื่องป้ายสัญญาณจราจรซึ่งเป็นข้อสอบกว่า 70 % ส่วนอีก 30 % เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรถ การยกตัวอย่างสถานการณ์การจอดรถ การให้สัญญาณจราจรของเจ้าหน้าที่ กฎหมายจราจร ฯลฯ

ก่อนเข้าห้องสอบแนะนำทำข้อสอบได้ที่เครื่อง E-Learning ด้านหน้าห้องได้

บรรยากาศห้องสอบดูตึงเครียด เพราะมีทั้งคนที่สอบผ่านและสอบไม่ผ่าน เรียกได้ว่างานนี้เล่นเอาใจเจ๋งตุ้มๆต่อมๆเลยทีเดียว

ถึงเวลา 15.00 น. นักเรียนทุกคนต้องเข้าห้องสอบ โดยจะต้องเตรียมเอกสารพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ยื่นให้ครูไหวใจร้าย เหตุใดจึงเรียกเช่นนี้ เพราะขุ่นแม่จะคอยตรวจสอบเอกสารและการแต่งกายของทุกคน ถ้าใส่ขาสั้น สายเดี่ยวมาไล่กลับบ้านอย่างเดียว โดยการเรียกชื่อเข้าไปนั่งสอบจะเรียกตามบัตรคิว ข้อสอบมีทั้งหมด 50 ข้อให้เวลาในการทำ 60 นาที คะแนนต้องผ่านอย่างน้อย 45 ข้อขึ้นไป ไม่ต้องแอบมองคนข้างๆนะ เพราะข้อสอบคนละชุดกัน (นี่เตือนไว้ก่อน เพราะเจ๋งทำมาแล้ว 555) ใครที่สอบตกมีรอบสอบให้เลือก 2 รอบคือ 10 โมงเช้าและบ่ายโมง

ช่วงที่รอเรียกชื่อเข้าห้องสอบเรียกว่าเป็นช่วงใจหวิว ใจหวั่นว่าข้อสอบจะยากไหมนะ จะทำได้ไหมนะ โอ่ยตื่นเต้น!

ผลปรากฎว่าได้คะแนน 46 เต็ม 50 ผลคือผ่านครับ เรียกน้ำตาไหลไปสามพันตันเลยทีเดียว เพราะข้อสอบไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน แต่ต้องอาศัยความจำพอสมควร หลังจากสอบผ่านวันรุ่งขึ้นก็มาถึงวันทดสอบการขับรถ แต่ถ้าหากใครไม่สะดวกสามารถมาทดสอบได้ภายใน 90 วันหลังจากอบรมแล้ว สนามจะเปิดให้ทดสอบ 2 รอบคือเวลา 10.00 น. และ 13.00 น. สามารถทดสอบขับได้ทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ในวันเดียว แต่จะต้องยื่นเอกสารตามคิว รถมอเตอร์ไซค์จะเร็วว่าเพราะคนสอบค่อนข้างน้อย

สนามกว้างขวาง ร้อนสุดๆ เวลาสอบต้องมีสมาธิและใจเย็นนะจ๊ะ มีกรรมการมายืนตามจุดต่างๆด้วย

นี่คือกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาสอบกันอย่างมากมายทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์

การทดสอบขับมอเตอร์ไซค์ หลังจากที่ได้รับการเรียกขานชื่อจากเจ้าหน้าที่ โดยจะทดสอบเป็นกลุ่ม ให้เตรียมรถมอเตอร์ไซค์และใส่หมวกกันน็อคให้เรียบร้อย ห้ามมีรูระหว่างสายรัดและคางเด็ดขาด ไม่งั้นตก!! จากนั้นขับทดสอบไปตามทาง จะเลี้ยวต้องเปิดไฟเลี้ยว เจอป้ายหยุดให้หยุด 3 วินาที สอบขึ้นเนินและซิกแซกรอบกรวย สำคัญที่สุดเจอเส้นขาวที่ไหนต้องหยุดที่นั่น ห้ามลืมเด็ดขาด! ถ้าหากพลาดต้องมายื่นทดสอบได้อีกครั้งหลังจากนี้ 3 วัน นี่เตือนแล้วนะ!!

ใครที่สอบวันเดียวทั้งสองอย่าง แต่ไม่มีรถสามารถใช้วิธีของเจ๋งได้คือ สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่และปล้นรถเขามาเลย 55

หลังจากสอบรถมอเตอร์ไซค์เป็นที่เรียบร้อยก็จะเป็นส่วนการสอบขับรถยนต์ที่นี่จะค่อนข้างช้าเพราะคิวเยอะ โดยมีการทดสอบ 3 จุด จุดแรกคือการจอดเทียบฟุตบาท จะต้องขับทับเส้นสีแดงด้านซ้ายมือ ห่างจากฟุตบาทไม่เกิน 25 ซม. และหน้ารถต้องอยู่ระหว่างเส้นขาวห้ามเบียดฟุตบาท เรียกได้ว่าเป็นด่านหินสุดๆต้องวัดระยะสายตาให้ดีๆ ส่วนจุดที่สองคือ การเดินหน้าถอยหลัง ห้ามชนขอบโดยเด็ดขาด และจุดที่สามคือ การถอยหลังเทียบจอด ห้ามเกิน 7 ครั้งในการถอย (เดินหน้าและถอยหลัง) และท้ายรถต้องชิดกรวยหรือกำแพงให้มากที่สุด ห้ามชนหลักด้านหลัง ตอนสอบมีคนชนเยอะมาก จุดนี้แนะนำให้เอารถคันเล็กมาจะดีที่สุด บางคนถึงขนาดต้องมาสอบ 7 ครั้งถึงจะผ่านบททดสอบ เรียกได้ว่าใจไม่นิ่งพอนี่มีสติหลุดนะจ๊ะ
หลังจากทดสอบผ่านแล้วต้องนำเอกสารไปยื่นที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อรับคิวจ่ายเงินค่าธรรมเนียม มอเตอร์ไซค์ 155 บาท รถยนต์ 205 บาท
หลังจากนั้นต้องมาจับบัตรคิวเพื่อรอถ่ายบัตรสมาร์ทการ์ดเป็นขั้นตอนสุดท้าย ใครอยากสวยอยากหล่อก็ต้องจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย บัตรมีอายุการใช้งาน 2 ปี แต่ถ้าอยากเปลี่ยนเป็นแบบ 5 ปี หลังจากได้บัตรมาแล้ว1 ปี สามารถมาต่ออายุได้โดยไม่ต้องนั่งอบรมและทดสอบใดๆ ยื่นคำขอพร้อมหลักฐาน จ่ายค่าธรรมเนียมและต่ออายุบัตรได้เลย เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของการมาทำทั้งใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 ใบในเวลา 2 วัน ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ใครที่ยังไม่มีรีบไปทำนะ เหมือนได้ข่าวแว่วๆมาว่าจะปรับชั่วโมงการอบรมไปถึง 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ควรเช็คกับกรมการขนส่งอีกทีได้ที่ สำนักงานขนส่งเชียงใหม่ 
หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาโรงอาหารด้านหลังมีให้บริการ 3-4 ร้านมีก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวขาหมู ส่วนร้านน้ำต้องป้าทองเจ้านี้เลย เสียงเรียกอันเจื้อยแจ้วของป้าที่บอกว่า “น้ำสมุนไพรสดๆเจ้า ลดมะเร็งได้เจ้า หวานชื๊นใจ๋จ้าว” ทำให้เจ๋งต้องมนต์สะกดเผลอซื้อมาดูดสักแก้วสองแก้ว แต่ของป้าก็หวานชื่นใจจริงๆครับ แก้วละ 10 บาท มีทั้งใบบัวบก กระเจี๊ยบและลำไย

มาม่ารวมหมูเจ้านี้เลย ร้านอยู่ด้านในคนไม่เยอะคิวไม่ยาว แต่ได้เยอะจัดเต็ม ราคา 30 บาท

ใครที่ยังไม่อิ่มหรือรู้สึกง่วง บนชั้น 2 มีร้านค้าสวัสดิการสำนักงานขนส่งจำหน่ายขนมนมเนย และกาแฟสดแก้วละ 20-30 บาท เป็นตัวช่วยยามบ่ายได้ดีทีเดียว

รู้หรือไม่ 

– การทำใบขับขี่ไม่จำเป็นต้องมาที่ขนส่งแม่เหียะที่เดียว แต่สามารถแวะไปที่สาขาในอำเภอแม่แตง จอมทอง และฝางได้
– เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบขนาดไม่เกิน 11 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรได้
– การสอบใบขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์สามารถทำพร้อมกันได้ แต่ต้องเข้าสอบ 2 รอบและทดสอบขับแยกกัน
– นักท่องเที่ยวชาวจีนคือกลุ่มคนที่ทำคะแนนสอบเต็มเกือบทุกครั้ง

ท่านใดมีเคล็ดลับเด็ดๆในการทำใบขับขี่ แนะนำเข้ามาได้ อย่าลืมแวะมา Comment มาแชร์ให้เจ๋งได้รู้ตามช่องด้านล่างหรือ

เจ๋งจะตามไปรีวิวอย่างทันท่วงที

 

ฝากความคิดเห็น ...