มนุษย์คือจุดเล็กๆ ท่ามกลางจักรวาลกว้างใหญ่ ฟังดูแล้วน่าสนใจไม่น้อย ในภาวะสังคมปัจจุบันที่มนุษย์คิดเอาแต่ได้ จนไม่สนใจสรรพสิ่งรอบข้าง เอิน คือคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ จากแนวคิดอยากเปิดร้านอาหารที่อร่อยและดียังไม่พอ ต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้ชิดกับลูกค้า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Barefoot café จึงถือกำเนิดขึ้น แต่ความคิดและทัศนคติที่เอินมีต่อธรรมชาติรอบข้างยิ่งน่าสนใจ ไปค้นพบกันว่าเธอได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

ที่มาของชื่อร้าน

        จริงๆแล้วมาจากหุ้นส่วนสามคนช่วยกันคิด คือ แบม เอิน และพี่โอม คืออยากได้ชื่อที่เข้ากับคอนเซปต์ คิดเรื่อยๆ อยากได้โน่นนี่ แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่ Barefoot ที่แปลว่าเท้าเปล่า ไม่ได้อยากได้ความหมายแค่เท้าเปล่าในทางกายภาพ แต่มีหลักปรัชญาอยู่ด้วยคือ ให้เราแนบชิดกับธรรมชาติ

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

Concept ร้าน
       คิดอยากจะเป็นศัตรูกับนายทุน (หัวเราะ) คือเราทำอะไรเองได้ก็จะทำ จะใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ไม่ใช้วัตถุดิบอิมพอร์ต มากที่สุดไม่อยากให้เกินภาคเหนือ เพราะจะมีปัญหาเรื่องความสดใหม่ อีกอย่างคือเรื่องสารที่อยู่ข้างใน เพราะหากเป็นวัตถุดิบที่เดินทางไกล  ก็มักจะใส่อะไรที่ไม่ปกติ และเราอยากช่วยพวกผู้ผลิตรายย่อยด้วย เพราะพวกนายทุนก็รวยกันหมดแล้ว

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

สนใจร้านแนวนี้ได้อย่างไร / จุดเริ่ม
        คือเริ่มจากตัวเอง เวลาไปร้านค้าเรามักไม่มีทางเลือก จะกินอาหาร ก็ต้องถามว่าใส่โน่นนี่มั้ย ใส่ผงชูรสมั้ย  แม่ค้าก็จะบอกไม่ใส่หรอก หรือไม่ก็จะโดนแม่ค้าด่ากลับว่า จะไม่ใส่ได้ไง ถ้าไม่ใส่จะอร่อยมั้ยล่ะ นู่นนี่ เราก็ อ้าว เราก็ทำอาหารที่อร่อยและดีได้ไม่ใช่เหรอ
ส่วนตัวคิดอย่างไรกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
        จริงๆมนุษย์กับธรรมชาติก็แยกกันไม่ได้ เพราะมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์ก็เหมือนกับมด ผีเสื้อ หรือหญ้า แต่เราแค่แยกตัวออกมาจากธรรมชาติ เพราะเราคิดว่าเราคอนโทรลได้ แต่จริงๆแล้วที่ใหญ่ที่สุดแม้กระทั่งศาสนา เช่น อิสลาม คริสเตียน ที่เขาพูดถึงพระเจ้าที่เป็น Abstract เราคิดว่าจริงๆแล้วก็คือมวลพลังของธรรมชาติมากกว่า

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

เป้าหมายของ Barefoot café ที่นอกเหนือจากกำไร
        จริงๆเป้าหมายก็บอกตอนแรกแล้วว่าอยากให้คนกินอาหารดีๆแล้วก็อร่อยด้วย ซึ่งคิดว่าคนมีทางเลือกมากกว่านี้ที่จะไปซื้อร้านข้างทางหรือร้านอาหารแพงๆที่บอกว่าดี แต่ไม่รู้จริงหรอเปล่า และอีกประเด็นคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็มีการจัดการเรื่องขยะ เอาไปทำปุ๋ย หรืออันไหนรีไซเคิลได้ เราก็ทำ วัสดุธรรมชาติจะใช้ให้มากที่สุด แล้วก็เรื่องพืชผักสวนครัว เรามีแผนระยะยาว คือด้านหลังจะเป็นสวน ไว้ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาลและเอามาใช้ในร้านได้ด้วย
ประสบการณ์ทำงานในลักษณะนี้(เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ) เคยมีหรือไม่ ก่อนหน้านี้เคยทำอะไรมา
        ต้องย้อนไปประมาณปีสี่ ทำตัวจบเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อคนอินเดียนแดงที่เขามีต่อโลกธรรมชาติ พออ่านก็ได้แรงบันดาลใจ คือคนอินเดียนแดงเขาจะเห็นว่าโลกเป็นสิ่งมีชีวิตแล้วเราทุกคนก็เป็นญาติ เป็นเพื่อนกับสิ่งมีชีวิตบนโลก แล้วเขาจะเรียกว่าโลกเป็นแม่ และทุกสรรพสิ่งก็เป็นพี่น้องกันหมด เราก็ชอบ พอทำวิทยานิพนธ์นี้จบเราก็มีโอกาสได้ไปพันพรรณที่เป็นของโจนจันได ซึ่งมันเป็นคอร์สแบบพึ่งตนเอง สร้างบ้านดิน ทำแชมพูปุ๋ยหมักอะไรแบบนี้ หลังเสร็จจากพันพรรณก็มีโอกาสไปแบ็กแพ็คที่ยุโรป ไปเยียมโฮส แล้วเราก็มีโอกาสไปโครงการชื่อ WWOOF  มันจะเป็นการที่เราเข้าไปอยู่ฟาร์มออร์แกนิก ทำงานในฟาร์มแลกที่อยู่ที่กิน ซึ่งจะแล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละประเทศ บางประเทศอาจจะให้เงิน บางประเทศอาจไม่ให้ บางประเทศต้องเสียเงินให้เขา ก็ได้ไปที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประทับใจมาก ดิบเถื่อนมาก แล้วก็ติดใจ ปีถัดไปก็ไปที่ญี่ปุ่น แล้วปีนี้ก็ไปเนปาล ซึ่งประเด็นไม่ใช่เราอยากไปเที่ยวราคาถูกแค่นั้น แต่ว่าการทำเกษตรของแต่ละประเทศมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ทำให้เราเข้าใจประเทศนั้นๆ และวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นได้ชัดเจนมากกว่า ก็เลยชอบ
 สาธิตา สลับแสง Barefoot café
ในฐานะที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งที่อยากให้มนุษย์ตระหนักกับธรรมชาติ
         อืม จริงๆเราก็ไม่สามารถตัดสินได้นะ ว่าที่มนุษย์ทำมันถูกหรือผิด แต่ว่าสิ่งที่อยากให้ตระหนักก็คือ เราก็เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ในจักรวาล เหมือนจักรวาลเป็นร่างกายเดียวกัน ดาวเคราะห์แต่ละดวงอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือในบ้านหนึ่งหลัง มีทั้งคน มีทั้งสัตว์อื่นด้วย  คือจะบอกว่าเราไม่รู้ว่าเราอยู่ร่วมกับใครบ้าง ก็เลยอยากให้คิดถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆให้มันมากกว่านี้นิดนึง ไม่ใช่อันนี้ทำแล้วมีความสุขแต่ลืมคิดว่าที่เราทำอาจไปส่งผลกระทบต่อคนอื่น ซึ่งมากน้อยแค่ไหนเราก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ทุกสรรพสิ่งมันเชื่อมโยงกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เห็นสนใจธรรมชาติแบบนี้ ปกติสนใจอะไรอย่างอื่นบ้างมั้ย
        ก็ธรรมดาค่ะ เหมือนคนอื่นทั่วไป แต่เราจะสนใจเป็นพิเศษกับพวกวัตถุดิบท้องถิ่น เช่นอย่างเสื้อผ้า พอดีมีโอกาสได้ไปช่วยคนญี่ปุ่นที่เป็นศิลปิน เขาจะทำพวกผ้าย้อมธรรมชาติ เราก็จะได้ความรู้มา เราก็พยายามจะเลือกเสื้อผ้าที่ว่า ใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่นผ้าฝ้ายร้อยเปอร์เซ็น ค็อตตอน หรือว่าใยกันชง แล้วก็ดูลักษณะการย้อม ปัจจุบันคือพยายามไม่เลือกซื้อเสื้อผ้ามือหนึ่ง พยายามใส่ของแม่ หรือถ้าอยากช็อปปิ้งจริงๆ ก็เป็นพวกมือสองอะไรแบบนี้

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

สัมภาษณ์ที่ร้าน Bearfoot cafe’ วันที่ 6 กันยายน 2557

คิดว่าร้านนี้แตกต่างอย่างไร
        ไม่รู้ว่าร้านข้างนอกเป็นอย่างไรนะ แต่คิดว่าร้านอื่นๆจะมีแรงขับเคลื่อนเป็นเรื่องเงิน เน้นความเร็ว รับลูกค้าได้เยอะ มาตรฐานเท่ากันหมด แต่ร้านเราบอกเลยว่าไม่มีมาตรฐาน วัตถุดิบเช่นลาซานญ่า อาจจะใส่ผักโขม บางทีก็อาจจะใส่ตำลึงแทน หรือบางทีก็เป็นมะเขือม่วง คือวัตถุดิบเราจะพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก และจะค่อนข้างช้า เพราะอย่างพาสต้าเราก็จะทำเส้นสด อยากแบบว่าเราทำอะไรเองได้ก็ทำ ก็พยายามหลอกล่อลูกค้าด้วยการทำสดให้ดู จะได้ไม่หิว รอนานเกินไป และจะเน้นให้คนผลิตกับคนบริโภคใกล้ชิดกัน ไม่มีคนตรงกลางมาคั่น เพราะเราจะได้อธิบายว่าวัตถุดิบทำอย่างไร มาจากไหน ลูกค้าอร่อยมั้ย เราจะคุยกันได้ คือพยายามตัดคนกลางออก แล้วให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคอยู่ใกล้กันให้มากที่สุด

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

เป้าหมายชีวิต/ร้าน
        ก็ไม่มีอะไรมากนะ เพราะจะบอกว่าประสบความสำเร็จแล้วก็ได้ เพราะเป้าหมายชีวิตเราคือมีความสุข ซึ่งตอนนี้ก็มีความสุขดี เหมือนกับว่าคนชอบพูดว่าก่อนตายเราอยากนู่นนี่ แต่ปัจจุบันเราก็แบบพร้อมตายตอนไหนก็ได้ เพราะเราก็เต็มที่อยู่ตลอดทุกวินาที ก็มีความสุขตลอด ส่วนเรื่องร้าน ก็แค่ให้คนมาแล้วมีความสุข คือร้านนี้ก็เหมือนเป็นบ้าน เราก็อยู่ไปเรื่อยๆ ถ้าคนที่มาร้าน ทีแรกอาจจะมาตอนร้านเปิด มาอีกทีร้านก็อาจโตเป็นสาว ก็ต้องรอดูต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร

สาธิตา สลับแสง Barefoot café

สุดท้ายนี้เอินได้ฝากคำคมไว้ให้กับเรา
        “Acts without expectation” เอินบอกว่าใช้ชีวิตโดยไม่ต้องไปคาดหวังหรือยึดติด เพราะหากทำไปเรื่อยๆไม่คาดหวัง หากผลมันดี เราก็ดีใจ แต่หากไม่เป็นอย่างที่คิด เราก็จะไม่เสียใจ
เรื่องราวชีวิตของ  Humans of  Chiang Mai คนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามกันได้ที่นี่ และถ้าหากใครมีบุคคลแห่งแรงบันดาลใจที่อยากแนะนำ ก็อย่าลืมแวะมาเม้นท์มาแชร์ให้เราได้รู้ตามช่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ
  
เจ๋งจะได้ตามไปเจาะลึกกันอย่างทันท่วงที  ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวเชียงใหม่
ข้อมูลร้าน
ที่ตั้ง: หมู่บ้านเพนกวิน ถ.คันคลองชลประทาน ทางไปสนามกีฬา 700 ปี 
เวลาเปิดปิด: 10.00-20.00 น. หยุดทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน (วันขึ้นกับร้าน) 
โทร: 083-5647107

ฝากความคิดเห็น ...