ในบรรดาผู้หญิงเก่งและแกร่งของเมืองเชียงใหม่ “ตุ๊กติ๊ก” หรือที่คนชอบเรียกกันว่าพี่ติ๊ก เป็นคนหนึ่งที่ลุยสุดๆในบรรดาสาวๆรุ่นราวคราวเดียวกัน การจัดงาน Organize แต่ละครั้งต้องทุ่มเทมากทั้งกำลังกายกำลังใจ วงการ Organizer ต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดีในฐานะรุ่นบุกเบิกวงการในเชียงใหม่ เริ่มต้นในฐานะพนักงาน จนวันนี้เธอมีบริษัทของตัวเอง Chormuang Wedding Planner เน้นรับจัดงานแต่งงานและรับงานจัดเลี้ยง (Catering) จากเด็กที่เติบโตในอำเภอเล็กๆของจังหวัดเชียงราย มาสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในเมืองเชียงใหม่ได้อย่างไร เราไปติดตามเรื่องราวของเธอพร้อมๆกัน

สัมภาษณ์ที่ร้าน Pordee Cafe and Bistro วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ระหว่างการสนทนาเธอต้องรับโทรศัพท์บ่อยครั้ง เพราะมีงานที่ต้องจัดการอยู่หลายอย่าง

เป็นผู้หญิงน่าจะอ่อนหวาน ทำไมถึงมาทำงานที่ต้องลุยจัดหนักแบบนี้

พี่คิดว่างานนี้ (Organizer, Planner) เหมาะกับสาวประเภทสองนะ ผู้หญิงหวานๆก็ไม่เหมาะ ผู้ชายก็จะแข็งมากเกินไป ต้องเป็นคนมีความละเอียดอ่อนและต้องสามารถใช้แรงงานได้เยอะ ผู้หญิงก็ทำได้แต่ต้องลุยมาก คุณทำได้ไหมให้ไปยืน Set Up งานอยู่กลางแดดทั้งวัน หรือแม้แต่ต้องไปทำงานช่างต่างๆ เป็นข้อดีที่เราทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก และชอบงานนี้อยู่แล้วจึงลุยเต็มที่

เจอปัญหาในการทำงานบ้างไหม

ส่วนมากเป็นเรื่องความไม่จริงมากกว่า ตัวอย่างเช่น มีคนว่าช่อม่วงไม่ทำอาหารเอง เราก็ยอมรับว่าบางอย่างเราไม่ได้ทำเองแต่เราก็คัดเลือกอย่างดี และอีกอย่างคือ บอกว่าช่อม่วงแพง “เราคิดว่าของถูกของแพงมันไม่ได้ขึ้นกับราคา มันขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ได้รับมากกว่า” ซึ่งมันก็แล้วแต่มุมมองของคนด้วย และอีกปัญหาใหญ่ คือ คนไทยเชื่อถือเรื่องฤกษ์ยามเพราะฤกษ์ที่ดีมีแค่เวลาเดียว เราจะรับได้แค่ 1-2 งานเท่านั้น อีกอย่างคือในช่วงเข้าพรรษางานคนเหนือจะไม่นิยมจัดงานซึ่งก็กระทบกับเราเต็มๆ

มีวิธีจัดการปัญหายังไง
        ต้องวางแผนการทำงานให้ดี วางแผนให้รอบคอบ
หลายคนมองว่าพี่ประสบความสำเร็จแล้ว มีความคิดเห็นยังไง
        คิดว่ายังไม่นะ ในเรื่องของด้านธุรกิจยังไม่ประสบผลสำเร็จเพราะยังไม่มีเงินเก็บมากพอ ถ้าทั้งปีไม่มีลูกค้า องค์กรก็อยู่ไม่ได้ ส่วนชื่อเสียงอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ความรู้สึกนี่เต็มที่ “เราเริ่มจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งพ่อแม่ไม่มีทุน รู้สึกภูมิใจกับธุรกิจที่เราทำด้วยความรักมาถึงทุกวันนี้”

เรื่องราวชีวิตวัยเด็ก

       พ่อแม่เป็นชาวนาและค้าขายของสดในอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ประมาณชั้น ป.5 แม่เริ่มขายส่งอาหาร เลิกเรียนต้องกลับมาช่วยแม่เตรียมของ ด้วยความที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนต้องออกไปทำงาน หน้าที่ทำกับข้าวในบ้านจึงเป็นของเรา พอปิดเทอมก็ไปรับจ้างเย็บหนังสือในห้องสมุด เกี่ยวข้าว ปลูกถั่วเหลือง ถั่วลิสง หักข้าวโพด ได้เงินค่าจ้างวันละ 80-100 บาท คืองานอะไรติ๊กทำหมด

        ชีวิตวัยเด็กเรียกได้ว่าอยู่กับการทำงานและเรียนหนังสือมาตลอด แทบไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กบ้านอื่นเลย ด้วยความที่เรียนโรงเรียนบ้านนอกภาษาอังกฤษนี่คือไม่ได้เลย แต่เราก็พยายามเต็มที่ จนสอบเข้าโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ได้ พอขึ้นชั้น ม.4 ก็เอาอาหารและขนมขบเคี้ยวไปขายให้เพื่อนๆที่โรงเรียน ส่วนหนึ่งเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่คนหนึ่งเขาขายผลไม้สด เราคิดว่าเขาไม่อาย เราก็ไม่อาย จบมัธยมก็มาศึกษาต่อที่คณะมนุษยศาสตร์ สาขาบ้านและชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต Organitzer เพราะเขาสอนพื้นฐานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการจัดดอกไม้ ทำอาหาร เย็บผ้า ฯลฯ

การจัดงาน Organizer ครั้งแรก

       งาน Event แรกของเราเริ่มขึ้นเมื่ออยู่ชั้นปีที่ 2 รุ่นพี่คณะวิจิตรศิลป์จะจัดงาน Fashion Show แต่เกิดปัญหาขัดแย้งภายใน จึงยกเลิกงาน และด้วยความที่สนิทกับพี่สโมสรที่จะจัดงาน เราจึงอาสาเป็นแม่งานให้เพราะสงสารพี่เขา และเพราะได้ไปติดต่อสปอนเซอร์กับทีมงานเกือบทุกที่ จึงจำได้แม่นว่าต้องติดต่อใครบ้าง จากนั้นจึงเริ่มติดต่อประสานงานเอง ทั้งติดต่อวงดนตรี แดนเซอร์ เครื่องเสียง ดารานักร้อง พอถึงวันงานก็เจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งไฟดับบ้าง นักดนตรีไม่ยอมลงจากเวทีบ้าง สารพัดปัญหาเข้ามารุมอีติ๊กคนเดียว แต่สุดท้ายก็แก้ปัญหาจนงานเสร็จไปได้ หลังงานเสร็จเราไม่ทำอะไรเลยนั่งร้องไห้อย่างเดียว ความรู้สึกมันบอกไม่ถูก

ช่วงที่เรียนด้วยความที่เราเป็นคนอยู่นิ่งไม่เป็น จึงไปทำงานร้านถ่ายรูปย่านไนท์บาซาร์และไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟร้านหมูกะทะหลัง มช. ทำให้ได้สัมผัสงานทั้งระบบสตูดิโอและงานร้านอาหาร

ได้อะไรบ้างจากการทำงานเยอะแยะมากมาย

สิ่งที่เราเรียนรู้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟ คือ ร้านหมูกะทะข้างๆกับร้านเรา มีลูกค้ายืนรอคิวเยอะมาก แต่ร้านเราแทบจะไม่มีลูกค้า วันหนึ่งร้านข้างๆหยุดร้าน 3 วัน ต้องพูดเลยว่าในวิกฤตมีโอกาส คือคนจะมากินร้านนั้นแต่เขาปิดก็เลยมากินร้านเราแทน หลังจากนั้นคนก็เข้าร้านเรามากขึ้นๆ พี่เห็นว่านี่มันคือ “เรื่องธุรกิจคุณต้องคงเส้นคงวา เราอยู่ตรงไหนอย่ามองแค่จุดที่เราอยู่ เราต้องมองรอบๆตัว จะเห็นอะไรมากขึ้น” มีวันหนึ่งทำงานร้านหมูกะทะมีคุณพ่อของรุ่นพี่ถามว่า ติ๊กมาทำงานแบบนี้ ติ๊กไม่อายเขาหรอ? เราก็ยิ้มๆก่อนจะตอบว่า “หนูไม่รู้จะไปอายทำไมพ่อ เพราะเราโตแล้ว ควรทำงานหาเงินแทนที่จะขอเงินพ่อแม่อย่างเดียว” คำตอบถูกใจพ่อ พ่อให้ทิปเลย 500 บาท

เริ่มต้นชีวิตงาน Organizer

เรียนจบแล้วตกงาน หางานไม่ได้ ก็ไปทำงานโทรนาทีละ 3 บาท น้องๆสมัยนี้รู้จักมั้ย ตั้งโต๊ะอยู่หน้าคณะเภสัช มช. จากนั้นก็ไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ เรามีคติว่า “ทำอะไรก็ได้ทำไปก่อน ถ้าคุณมีความสามารถจริงคุณต้องโชว์ศักยภาพให้เขาเห็น แล้วมันจะดีเอง” หลังๆเด็กต้อนรับขาด เราก็ย้ายไปทำตำแหน่งต้อนรับ ผู้ใหญ่เริ่มเห็นศักยภาพของเราก็ย้ายมาแผนกลูกค้าสัมพันธ์ช่วยพี่โจโจ้ (องค์การ ไชยโองการ – เจ้าของบริษัทหอหมั้นเมือง) เกี่ยวกับการตลาด PR ต่างๆ บางครั้งถ้าห้องครัวขาดคนเราก็เข้าไปช่วย

ตั้งบริษัทของตัวเองได้ยังไง
จากนั้นก็ช่วยงานที่บริษัทกับพี่โจโจ้ ที่บริษัท Organizer ชื่อดัง ถือได้ว่าเริ่มเข้าสู่งาน Event เต็มตัว ทำได้สักพักรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน จึงลาออกมารับทำ Catering ของตัวเอง เริ่มจากซื้อเก้าอี้ 250 ตัวมาสะสมไว้ในห้อง เริ่มรู้จักติดต่อ Supplier หลังจากนั้นได้รับงานจัดเลี้ยงของไนท์ซาฟารี สวนหลวงราชพฤกษ์ งานแต่งงานครั้งแรกที่เราจัดคือคู่แต่งงานที่หนองอาบช้าง อ.แม่ริม อยู่นอกเมืองและเป็น Theme ฟ้าขาว ด้วยความที่เราดูยังเด็ก เจ้าของงานก็ยังไม่มั่นใจว่าเราจะทำออกมาดี เรารู้ข้อนี้แต่ก็ยืนยันตั้งใจทำงานเต็มที่ หลังเสร็จงานทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าภาพ แขกที่มางาน หรือแม้แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียง ต่างทึ่งกับความสวยงามของงานที่เราจัด ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ พี่ยังได้งานแถบแม่ริมทุกปี หลังจากนั้นก็เริ่มมาเป็น planner

มีหลักในการทำงานยังไง

“รักในสิ่งที่ทำและทำให้เต็มที่” ตัวพี่ติ๊กจะจริงจังเรื่องงานมาก ด่ามั้ยด่าเลย ดุไหมดุ ต้องเด็ดขาด ต้องรู้เกี่ยวกับงานที่เราทำ เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ลุยก่อนลูกน้อง แต่เลิกงานก็กลับมาเฮฮาตามปกติเหมือนเดิม และอีกอย่างคือ จะทำยิ่งกว่าที่ลูกค้าขอเพราะเราอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

ถามจริงๆเวลาเหนื่อย ท้อแท้ เอาแรงฮึดมาจากไหน
       นึกถึงความสุขตอนที่เราจัดงานให้บ่าวสาวคู่ที่ผ่านมาตลอดการทำงาน มันทำให้เราน้ำตาคลอทุกครั้ง เป็นความรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข การที่เราไปทำให้เค้าแฮปปี้ ทำให้เกิดความผูกพันของสองครอบครัว พ่อแม่เกิดความปลาบปลื้มใจที่ลูกจะเติบโตเป็นอีกหนึ่งครอบครัว และเราชอบอารมณ์ที่ลูกค้ามากอดมาขอบคุณเรา และยิ่งได้ดูรูปๆเก่าที่เคยจัดงานให้ หรือดูงานสวยๆ เราก็กลับมามีพลังอีก

ชอบงานแต่งงานไหนมากที่สุด

        ชอบที่สุดไม่มีนะเพราะว่าชอบทุกงาน แต่งานที่แปลกๆน่ะมี เคยจัดงานชายแต่งชายที่จังหวัดแพร่เมื่อหลายปีก่อน เพราะด้วยความที่สังคมไม่ยอมรับ แต่เราก็จัดเพราะความรักมันไม่มีกำแพงกั้น แต่ก็หลีกเลี่ยงพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่าง

     เป้าหมายในชีวิต อนาคตจะทำอะไรต่อ

        ด้วยเรื่องของวัยที่มากขึ้นและสุขภาพ ความที่เรามีอุปกรณ์ต่างๆมากพอสมควร จึงจะรับเป็น Supplier ให้น้องรุ่นใหม่ที่มีไอเดีย ส่วนเรื่อง Planner ก็จะลดลง

เรื่องราวชีวิตของ  Humans of  Chiang Mai คนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามกันได้ที่นี่ และถ้าหากใครมีบุคคลแห่งแรงบันดาลใจที่อยากแนะนำ ก็อย่าลืมแวะมาเม้นท์มาแชร์ให้เราได้รู้ตามช่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ
  
เจ๋งจะได้ตามไปเจาะลึกกันอย่างทันท่วงที  ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวเชียงใหม่

ฝากความคิดเห็น ...