เรากด Like ไปเพื่ออะไรกัน? นั่นซิ กดกันทำไม?

ถ้ามาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก มันได้ยินคำถามนี้ คงจะตอบสวนกลับมาว่า “ก็มีไว้ให้พวกมึงกดนั้นแหละ ชอบก็กด ไม่ชอบมึงก็ไม่ต้องกด ไม่มีใครว่าอะไรนิ”เออ แต่คุณมาร์คครับ ตรงนั้นผมเข้าใจจุดประสงค์ของคุณดี ในฐานะที่เป็นบิดาแห่ง Facebook แต่ให้ตายเถอะ คุณลองเหลียวมองมาดูประชากรบน Facebook บ้างซิ การกด Like มันชักจะพร่ำเพรื่อเกินไปแล้ว

เอะอะอะไรก็ Like จะไปเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูดิสนีย์ออนไอซ์ แรลลี่ ตีกอล์ฟ ล่องเรือ ส่องสัตว์ ช็อปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์ ทำขนม จัดดอกไม้ เที่ยวตลาดน้ำ เรียนถ่ายรูป ดูกายกรรม ชมเมืองเก่า เข้าสัมมนา ทัวร์ธรรมะ เรียนเต้น แล้วก็ร้องเพลง ก็พากัน Like หมดจริงๆ แล้วมันก็ใช่ปัญหาอะไรหรอกครับ ถ้าเรากด Like แต่เรื่องดีๆในชีวิตของเพื่อนใน Facebook แต่บางเรื่องนี้ซิมันไม่สมควรจะไปกด Like

อย่างผมเคยโพสว่า “ปวดหัว เป็นไข้ ไม่สบาย” ปรากฏว่าเพื่อนๆผมแม่งมากด Like กันเฉยเลย ตกลงเนี่ยพวกมึงชอบใช่มั้ยที่กูไม่สบายแล้วถ้าผมโพสว่า “พ่อมึงตาย, คุณยายมึงเสียชีวิต, ปลัดขิกอัดคาตูด, กินส้มตำแล้วขี้แตกจู๊ด พวกมึงจะยังกด Like กันมั้ย?ยังๆ ยังไม่จบ ยังมีอีก ประเภทที่ขึ้นสเตตัสต้องการถามความคิดเห็น อันนี้ก็ยังเสือกไปกด Like อีก ทั้งๆที่คนโพสมันต้องการคำตอบ ไม่ได้ต้องการ Like เอาไปเอามาเลยกลายเป็นว่า คนไทยกด Like กันเพลินจนเคยตัว จนไม่สามารถแยกแยะ ว่าอันไหนควรกดหรือไม่ควรจะกด Likeด้วยความที่ว่ามันปุ่มกด Like มันง่าย แค่คลิกเดียวเท่านั้น ก็เป็นการแสดงบ่งบอกตัวเองให้โลกออนไลน์ได้รู้แล้วว่า “กูชอบนะเฟ้ย”

เมื่อชาวบ้านชาวช่องต่างก็รู้แล้วว่าการกด Like มันง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก บรรดาเพจทั้งหลายเลยใช้ความง่ายตรงนี้มาจี้จุดอ่อน ล่อคนเข้าไปกด Like ในเพจตัวเองเยอะโดยการหารูปเด็ดๆมาอัพลงในเพจ จากนั้นก็ทำการเรียกแมลงเม่าทั้งหลายมากด Like ในทำนองที่ว่า “ขอ 1 Like กับกับน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสค่ะ, ขอ 1 Like ให้กับรักแท้ครับ, ใคร Like ขอให้ได้บุญ, Like นี้เพื่อน้องๆจะได้มีข้าวกิน, ใคร Like แล้วรวย และอีกบลา บลา บลา เยอะแยะ

พอผมเจอไอ้พวกประเภทเด้งขึ้นหน้า Facebook นี้ทีไร เป็นต้องเกิดอาการอยากกระโดดถีบหน้าจอคอมพิวเตอร์ทิ้งทันที โทษฐาน มึงปัญญาอ่อนเกินไปแล้ว ทั้งคนโพสและคนมากด Likeแหม ถ้า Like แล้วรวย Like แล้วได้บุญจริงๆ ป่านนี้ผมก็คงไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง ทำงานงกๆหรอกครับ

ฉะนั้นหากใครอ่านบทความชิ้นนี้ไปแล้ว โปรดพึงสังวรณ์ซักนิด ก่อนจะกด Like อะไรกรุณาเอาหัวโป้งตีนน้อยครุ่นคิดกันบ้าง อย่าสักแต่กดกันไปเรื่อยเปื่อยมั่วซั่วกันไปวันๆและแม้ว่าไอ้เจ้าปุ่ม Like ตามเจตนารมณ์จริงๆของคนทำ จะต้องการหัดให้คนมองโลกในแง่บวกไว้ แต่บางครั้งมันก็บวกจนเกินไปจนหลงลืมความเป็นจริงในชีวิตมนุษย์ว่า ชีวิตคนเรามันมีทั่งสุขและทุกข์ปนกัน ใช่อยู่ที่ว่าคุณอาจจะ Like ให้ความทุกข์ แต่ก็อย่าลืมด้วยเช่นกันว่า เราต้องหันมามองดูความเป็นจริงประกอบควบคู่กันไป เพื่อที่จะได้หนีจากความทุกข์มาเป็นความสุขครับ

ว่าแล้วก็ขอ 1 Like ให้กับบทความชิ้นนี้ด้วย

ถุยยย!!!!!

ฝากความคิดเห็น ...