แม้การเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์จะสะดวกสบาย แต่ก็นานมากแล้วที่มีคนเคยบอกผมว่า การขี่สองล้อมันมีความแตกต่างตรงที่เราได้สัมผัสกับโลกได้มากกว่า ซึ่งผ่านมาหลายปีก็ผมยังไม่เคยพิสูจน์จริงจัง จนวันที่ได้ ‘สมิง’ มาเป็นมอไซค์คู่ชีวิตเมื่อสองปีก่อนลองดูกันหน่อยว่าการขี่จาก กม. ศูนย์ตัวเมืองเชียงใหม่ ตะลุยไปจนถึงจุดที่สูงที่สุดในประเทศมันจะสนุกแค่ไหน พร้อมแล้วสวมหมวกกันน็อคโดดขึ้นเบาะหลังมาเลย

…………………………………………………………….

Day 1 :

ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด

ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด

เช้าวันแรกล้อหมุนตั้งแต่ยังไม่ตีห้า อันนี้ไม่ใช่ว่าจะรีบ แต่ถือเป็นนิสัยส่วนตัวที่ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็ชอบให้พระอาทิตย์ขึ้นระหว่างทาง ไม่รู้สิครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี – เริ่มด้วยการเดินทางจากสองข้างทางที่มืดมิด ผมขี่ไปถึงถนนบายพาส หางดง-จอมทอง ที่เปิดใช้ได้ไม่นานเอาตอนฟ้าเริ่มสว่าง อากาศสดชื่นเย็นสบาย อย่างที่แม้ต่อให้ไม่มีจุดหมายไปที่ไหนก็ฟิน

พี่สมศักดิ์ - ตัวจริงเสียงจริง

พี่สมศักดิ์ – ตัวจริงเสียงจริง

เดินทางไปเรื่อยๆ จนผ่านด่านตรวจชำระค่าธรรมเนียม ผมก็ไปถึงร้านกาแฟสมศักดิ์ สภากาแฟแห่ง กม. 26 เอาตอนแดดอ่อนๆ สำหรับผม ร้านนี้ถือว่าเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของการเที่ยวดอยอินทนนท์ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนั่งดื่มกาแฟพันธุ์ดี ที่ชงด้วยน้ำร้อนในกาจากกองฟืน (โคตรคลาสสิค) ยิ่งเมื่อล้อมรอบด้วยผู้คนมากมายที่แวะเวียนเข้ามาไม่ขาด มาคนเดียวก็ต้องถือว่าไม่เดียวดาย

“เมื่อวานฝรั่งรถล้ม ถนนมันลื่น ขี่ระวังๆ หน่อย”

“มีที่พักหรือยัง เอาเต็นท์มาหากางแถวนี้ได้”

“วันก่อนทะเลหมอกสวยสุดๆ พรุ่งนี้ห้ามพลาด”

“ขี่มาจากไหนเนี่ย วันนี้จะขึ้นไปเที่ยวไหน”

บรรยากาศภายในร้านกาแฟพี่สมศักดิ์

บรรยากาศภายในร้านกาแฟพี่สมศักดิ์

นอกจากบทสนทนาที่ว่าดีแล้ว ไอ้ที่ดีกว่าดีเนี่ย คือกาแฟร้านนี้ ‘กินฟรี’ ไม่ต้องตกใจนะครับ รับรองว่าอ่านไม่ผิด ร้านนี้ไม่เสียตังค์จริงๆ ส่วนทำไมถึงฟรี อันนี้ขอเว้นไว้ให้มาหาคำตอบจากเจ้าบ้านเอาเอง

ผมตัดสินใจเลือกพักกระท่อมกลางนาไม่ไกลจากร้านพี่สมศักดิ์ หลังเอาเป้และสัมภาระหนักๆ กองไว้จนเหลือแค่ตัวเบาๆ ก็ลุยต่อไปยังป้ายสูงสุดแดนสยาม ขี่รถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ พักเดียวก็ถึง

วิวจากกระท่อมที่พักบ้านป่าปงเปียง

วิวจากกระท่อมที่พักบ้านป่าปงเปียง

ไม่ไกลจากยอดดอยจะมีร้านกาแฟ Summit Coffee ที่ขอยกให้เป็นร้านกาแฟที่สูงที่สุดในประเทศ (จะไม่ให้เค้าก็คงไม่ได้) นอกจากจะล้ำด้วยบรรยากาศแล้ว ร้านนี้ยังมีทั้งนก ทั้งกระรอก วนเวียนสับเปลี่ยนมาคอยต้อนรับนักเดินทาง แค่ไปนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว คิดดูสิครับ มันไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ ที่เราจะได้นั่งมองนกสีสวยๆ หน้าตาน่ารักในระยะเอื้อมมือคว้าได้เนี่ย

นกสวยๆ ที่แวะมาเยี่ยมนักเดินทางหน้าร้าน Summit Coffee

นกสวยๆ ที่แวะมาเยี่ยมนักเดินทางหน้าร้าน Summit Coffee

ตัวนี้อยากถ่ายภาพให้ได้ต้องมือไวหน่อย

ตัวนี้อยากถ่ายภาพให้ได้ต้องมือไวหน่อย

ดูนกเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินเล่น…

เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เป็นประตูสู่โลกสีเขียวที่ก้าวจะพาก้าวเข้าไปสู่โลกอีกใบ เป็นทางเดินระยะสั้นๆ แต่เชื่อว่าหลายคนต้องใช้เวลานานมาก เพราะเดินเข้าไปแล้วก็เหมือนได้หลุดจากโลกแห่งความวุ่นวายและปีหนึ่งมีไม่มีวันหรอกครับ ที่จะได้เจอ มอส เฟิร์น และข้าวตอกฤาษี มาออกมาอวดโฉมกันครบ โดนส่วนตัวผมชอบข้าวตอกฤาษีมาก ดูยังไงก็เหมือนผ้าห่มจากธรรมชาติ ที่รอคอยเวลาอันเหมาะสมที่จะออกมาคลุมดินตามฤดูกาล ผมว่าเส้นกิ่วแม่ปานปิดก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะมันก็ช่วงไฮไลท์ของอ่างกาพอดีเหมือนกัน เห็นทางสั้นๆ แบบนี้ ของดีเยอะครับ ต้องอวดกันหน่อยว่าอินทนนท์คือปลายทางแห่งเทือกเขาหิมาลัย เลยทำให้ทั้งพืชพันธุ์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ จึงมีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ โดยเฉพาะเวลาอยู่ในอ่างกาเนี่ย ผมรู้สึกเหมือนเดินอยู่ใต้ละอองฝนตลอดเวลา เย็นชุ่มฉ่ำดี เงยหน้าไปก็เจอแต่สีเขียว แถมยังได้ยินเสียงนกร้องอยู่ตลอดเวลา

ทางเดินสีเขียวบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

ทางเดินสีเขียวบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

เดินจนท้องร้องแต่ก็ไม่กลัว เพราะผมตั้งใจฝากชีวิตไว้กับเมนูจากปลาสเตอร์เจี้ยนและปลาเรนโบว์เทราซ์แห่งสถานีวิจัยเกษตรหลวงอินทนนท์ สองพระเอกที่ทางสถานีฯ เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ได้เพียงที่เดียวในเมืองไทย กะว่าจะฟาดให้พุงกาง แต่ที่ไหนได้ผิดคาด เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ยอมเอามาทำขายเพราะยังไม่โตเต็มที่ งานนี้เลยได้เมนูอื่นมาแทนซึ่งก็อร่อยจนลืมปลาได้เหมือนกัน

ชาวบ้านที่พบเจอระหว่างทาง

ชาวบ้านที่พบเจอระหว่างทาง

ตลอดบ่ายผมก็ใช้เวลาอยู่ข้างในนั้น ก็เดินชมดอกไม้ต้นไม้ไปเรื่อย เพลินดีครับ ต้องบอกว่าผมเป็นพวกชอบให้เวลากับสถานที่นานๆ ไม่ค่อยจะย้ายตัวเองไปตรงนั้นตรงนี้มากนัก ตรงไหนอยู่สบายเป็นอันว่าแช่ได้เป็นชั่วโมงๆ

ออกจากสถานีเกษตรหลวง ผมจอดรถลงไปเดินเล่นในแปลงปลูกดอกไม้อีกพักใหญ่ ใต้แผ่นพลาสติกขาวๆ ที่เห็น พอตกกลางคืนจะสว่างสไวไปด้วยแสงไฟ

18

กลับมาถึงที่พักก็เย็นมากแล้ว โชคดีมากที่จอดรถปุ๊ปฝนก็ตกปั๊ป หลังฝนซา ผมเดินไปที่ ‘อุ่มเอิบ’ ร้านกาแฟบรรยากาศดี ที่รับรองว่ามาตอนไหนก็ชิว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวแยกย้ายกันไปตามที่พักอย่างนี้ ร้านยิ่งเงียบสงบ แต่ผมนั่งอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกมา เพราะหมูกระทะเดลิเวอร์รี่ที่เพิ่งโทรไปสั่งตอนฝนตก เค้าขี่มาส่งหมูกับเตาที่หน้ากระท่อมแล้ว !

หมูกระทะ...เมนูเด็ดมื้อค่ำ

หมูกระทะ…เมนูเด็ดมื้อค่ำ

ถึงใครจะว่ากินค่ำๆ แล้วจะอ้วนก็ไม่สน แหม่…อะไรจะเหมาะไปกว่านี้ล่ะครับ

…………………………………………………………….

Day 2 :

19

แสงแรกที่ กม. 42

เช้านี้เป็นอีกวันที่ต้องออกตั้งแต่ฟ้าไม่สาง แม้หนังตาจะหนักแค่ไหนก็ขอต่อเวลาไม่ได้ เพราะผมมีนัดกับพระอาทิตย์ไว้ที่จุดชมวิว กม. 42

ทีแรกอยู่ในห้องพักก็อุ่นสบายดีหรอกครับ แต่พอเปิดประตูออกมานี่เย็นเฉียบ ยิ่งขี่ขึ้นดอยไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งหนาวจนสั่น พอไปถึง ผมจอดรถได้ก็รีบพาตัวเองพุ่งไปตรงร้านปิ้งย่าง ทำทีไปยืนเลือกของกินนานๆ ก่อนสั่งไส้อั่วมากินแก้หนาวเพื่อรอเวลา ระหว่างนั้นนักท่องเที่ยวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ พวกที่ไม่กลัวหนาวก็เดินข้ามถนนไปจับจองวิวส่วนตัว ส่วนผมน่ะไม่รีบ อาศัยว่าอยู่ตรงไหนอุ่นเอาตรงนั้นไว้ก่อน เดี๋ยวแสงสวยๆ ค่อยเดินไปดู

เท่าที่สังเกต นักท่องเที่ยวจะมีหลักๆ อยู่สามประเภท คือประเภททีม ประเภทคู่ แล้วก็ประเภทเดี่ยว ซึ่งสองประเภทแรกในเช้านั้น รวมกันแล้วน่าจะมีอยู่ซักเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนไอ้ที่เหลืออีกศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเนี่ย มันคงไม่ใช่ใครเลยนอกจากผม คือจะคิดให้เหงาก็เหงาแหละ แต่ถ้ามองอีกมุม นักท่องเที่ยวเหล่านี้เค้าก็เพื่อนเที่ยวของผมทุกคน นับเหมาๆ ว่าเป็นทีมเดียวกัน

มากันเป็นกลุ่ม สนุกอย่าบอกใคร

มากันเป็นกลุ่ม สนุกอย่าบอกใคร

แล้วแสงแรกก็มาตามนัด…
ช่วงเวลานี้เอง ที่กล้องถ่ายรูปไม่ว่าจะกล้องเล็ก กล้องใหญ่ หรือกล้องโทรศัพท์ ทำงานแข่งกับเวลา ผิดจากตัวผมที่เมื่อนั่งดูอยู่ไกลๆ ก็เลยเลือกชมภาพความงามระยะไกล แล้วถ่ายภาพผู้คนเหล่านั้นเก็บไว้แทน เออ…การเดินทางนี่มันดีจริงๆ เลย

อยากโรแมนติกมาสองคนก็พอ

อยากโรแมนติกมาสองคนก็พอ

จากจุดนี้ ถ้าเป็นฤดูอื่นๆ นักท่องเที่ยวหลายคนมักเลือกเที่ยวต่อในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน แต่ติดอยู่ที่ว่าเส้นทางจะปิดให้บริการในช่วงฤดูฝนเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู เช้านั้นผู้คนก็เลยเริ่มจะกระจัดกระจายกันไปคนละทาง พวกที่ขึ้นดอยก็ขึ้นต่อ ใครจะลงก็ขับลง ดอยอินทนนท์ที่เที่ยวเยอะมากๆ ครับ ไปตรงไหนก็แวะได้หมด ส่วนผมก็ไม่ได้ไปไหนไกล ย้อนลงมาแค่กิโลฯ เดียวตรง กม. 41

ข้าวตอกฤาษี ต้นไม้เล็กแสนสวยที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ

ข้าวตอกฤาษี ต้นไม้เล็กแสนสวยที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ

โลกใบเล็กในฤดูฝนของดอยอินทนนท์

โลกใบเล็กในฤดูฝนของดอยอินทนนท์

ตรงนี้มีบันไดที่เดินขึ้นไปไม่กี่ก้าว ก็จะได้เจอกับวิวมุมกว้างที่เห็นทิวเขาได้ไกลสุดตา เป็นตำแหน่งซุ่มถ่ายรูปได้หลายเวลา ทั้งแสงแรก แสงเย็น แสงดาว และอีกสารพัดแสง พักหลังๆ ผมเห็นคนที่ชอบถ่ายดาว ยกพลมาซุ่มถ่ายทางช้างเผือกกันหลายคณะ ตอนแรกที่ขึ้นไปไม่รู้เมฆครึ้มมาเหมือนฝนจะตก แต่ยืนอยู่แค่แปปเดียวก็ได้แสงทะลุเมฆลงมา และต่อให้ไม่เป็นคนช่างสังเกต ใครที่มาอินทนนท์ในฤดูฝน ก็จะพบว่าแทบทุกตารางนิ้วจะมีต้นไม้เล็กๆ รวมไปถึงพวก มอส ตะไคร่ ไลเค่น ฯลฯ เกาะอยู่ตามก้อนหินเต็มไปหมด หันไปทางไหนก็สบายตาสบายใจ ผมมุดเข้ามุดออกอยู่นานมากจนลืมเวลา

ร้านอาหารประจำสถานีเกษตรหลวงฯ มีของอร่อยให้กินเพียบ

ร้านอาหารประจำสถานีเกษตรหลวงฯ มีของอร่อยให้กินเพียบ

มื้อกลางวันเลือกเมนูง่ายๆ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หลังนั่งย่อยตากลมจนแดดบ่ายลดความเข้มลง ก็ได้เวลาลุยยาวๆ ไป ‘ป่าปงเปียง’ ดินแดนแห่งนาขึ้นบันไดในฝันของใครหลายคน

มุมย้อนแสงของผืนนายามเย็น

มุมย้อนแสงของผืนนายามเย็น

แม้ทางบางช่วงจะเป็นโคลนจนรถแทบล้ม แต่ก็เป็นรสชาติการเดินทางดีครับ ช่วงที่ไปเป็นช่วงที่ฝนเพิ่งตกได้ไม่กี่นาน บางนาอยู่ในช่วงเตรียมหน้าดิน ในขณะที่บางนาก็เริ่มปักดำกล้า ผมขออนุญาตพี่วิชัย (เจ้าของกระท่อม) เปิดกระท่อมเข้าไปนั่งเล่น (เพราะตอนนั้นแกไม่มีลูกค้า) ไอ้ดูข้างนอกน่ะไม่เท่าไหร่ แต่พอมุดเข้าไปแผนการเดินทางก็เปลี่ยน เพียงแค่เห็นวิวจากหน้าต่าง

ร้านอุ่มเอิบ กระท่อมกาแฟหลังเล็กยามใกล้ค่ำ

ร้านอุ่มเอิบ กระท่อมกาแฟหลังเล็กยามใกล้ค่ำ

จากที่ว่าจะกลับ กลายเป็นขออยู่เพิ่มอีกคืน !!!
ผมถ่ายรูปเล่น แล้วเดินชิวไปตามคันนาแบบเท้าเปล่า เป็นอะไรที่รู้สึกดีโคตรๆ การที่ตีนเปื้อนโคลน แล้วได้เอื้อมมือสัมผัสต้นข้าวอย่างใกล้ชิด มันเหมือนกับเราได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริง

ฝนพรำหน้ากระท่อมที่พัก ชิวจนอิจฉาตัวเอง

ฝนพรำหน้ากระท่อมที่พัก ชิวจนอิจฉาตัวเอง

ด้วยความที่ขี้เกียจขี่มอไซค์กลับไปเอากระเป๋าซึ่งกองอยู่ที่พักเมื่อคืน ผมเลยได้แต่โทรไปฝากเค้าไว้ ก่อนอาศัยเสื้อยืดกางเกงยีนส์กับผ้าห่มที่มีในห้องก็คิดว่าพออยู่ได้ ส่วนเสบียงไม่ต้องพูดถึง พี่วิชัยสงสารขนาดทำข้าวไข่เจียวมาส่งให้ถึงที่ ขอบคุณไว้ตรงนี้อีกทีครับ สัญญากับตัวเองว่า จะกลับมาอีกรอบตอนนาข้าวเป็นสีทองให้ได้

…………………………………………………………….

Day 3 :

22. ทิวเขาอันงดงามก่อนถึงยอดอินทนนท์

22. ทิวเขาอันงดงามก่อนถึงยอดอินทนนท์

เช้าวันกลับ ไม่มีเรื่องให้รีบร้อน…
ด้วยความที่กำหนดเวลาถูกเลื่อน ทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือในการนอนเลื้อยเป็นงูลอกคราบอยู่ในกระท่อม เรียกได้ว่าเอาหัวแปะหมอนจนแดดส่องตูดนั่นแหละถึงได้เวลาบิดขี้เกียจ ซึ่งบิดแล้วก็นอนอ่านหนังสืออยู่อย่างนั้นอีกนาน ไม่ได้ขยับเขยื้อนตัว ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยซักกะอย่าง

สายรุ้งหน้าน้ำตกสิริธาร

สายรุ้งหน้าน้ำตกสิริธาร

ผมชำระค่าเสียหาย บอกลาพี่วิชัย ก่อนแวะเที่ยวน้ำตกวชิรธาร ตั้งใจไปยืนให้ละอองน้ำเปื้อนหน้า เพื่อเติมพลังครั้งสุดท้ายให้เต็ม อ้อ…ลืมบอกไปว่า ใครมาน้ำตกใกล้ๆ เที่ยง จะได้เห็นสายรุ้งด้วย

ผมขี่รถลงดอยพร้อมรอยยิ้ม ตั้งใจย้อนเข้าตลาดไปนมัสการพระธาตุจอมทองแล้วค่อยเข้าเชียงใหม่ ทริปนี้มาคนเดียวก็จริงแหละ แต่ใครว่าเดินทางคนเดียวแล้วเหงางานนี้ขอเถียง เพราะในเมื่อตลอดรายทาง มีอะไรตั้งหลายอย่างออกมาให้พบเจอทำความรู้จักและต่อให้ไม่รู้จักอะไรเลย ผมว่าการได้อยู่คนเดียวในที่ห่างไกล มันก็ทำให้เราได้รู้จักตัวเองดีขึ้นกว่าเก่านะ

 วิวสวยๆ จากจุดชมวิว กม. 41

วิวสวยๆ จากจุดชมวิว กม. 41

บางซอยที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ผมสั่งกาแฟร้อนให้ตัวเอง โดยระหว่างกำลังนั่งกดๆ ดูภาพจากทริปที่เพิ่งจบไปหมาดๆ หางตาก็เหลือบไปเห็นบางข้อความจากโปสการ์ดบนโต๊ะ…

‘Life begins at the end of your comfort zone’

คาปูชิโนร้อนฉลองการจบทริป

คาปูชิโนร้อนฉลองการจบทริป

เห็นแล้วก็รู้สึกว่ามันใช่มากๆ เพราะหากคนเรามัวแต่วางตัวเองเอาไว้ในที่ปลอดภัย แล้วเมื่อไหร่กันล่ะจะได้ใช้ชีวิตจริงๆ เสียทีอยากไปไหนให้รีบไป เวลาไปคอยใครหรอกครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก  พันไมล์

 

ฝากความคิดเห็น ...