ชิลล์ๆ ตอนสาย จิบกาแฟ กินขนม ที่ฮอมสุข+มักม่วน

มาต่อภาค 2 กัน  สำหรับทริปลำปาง  ความเดิมจากตอนที่1 หลังจากทริปปั่นจักรยานตอนเช้าเที่ยววัดปงสนุก เรากลับมายังที่พักตอนสายๆ  และได้เวลาเติมคาเฟอีน + กินขนม  แบบที่ไม่ต้องไปตระเวนไกล  เพราะอย่างที่บอกไปตั้งแต่แรก ว่าที่ “ม่อกม่วนสเปซ” แห่งนี้  มีร้านขนมฮอมสุขและมักม่วน อยู่ด้วย
ปล. ข้าวมันไก่ที่เราไปซัดมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้เริ่มละลายหายไปอยู่ปลายๆ กระเพาะซะแล้ว ฮา…. หลังจากเผาผลาญแคลอรี่ไปพอสมควร

ฮอมสุข ร้านขนมบ้านๆ เล็กๆ น่ารัก  มีหนุ่ม “โจ้” เป็นเจ้าของและทำขนมเอง ในสไตล์โฮมเมด ซึ่งขนมทั้งหมดเป็นแบบไม่ใช้เตาอบ เช่น เครปเค้ก, พันนาคอตต้า, ชีสพาย, มูส เป็นต้น  ราคาเฉลี่ยชิ้นละ 49 บาท เท่านั้น  ในแต่ละวันก็จะหมุนเวียนกันไป ประมาณ 6-7 ชนิด  ซึ่งเมื่อได้ชิมแล้วต้องบอกว่าคุ้มค่ามาก  รสชาติอร่อย แถมยังสบายกระเป๋า

บรรยากาศภายในร้านฮอมสุข  เล็กๆ บ้านๆ ดูอบอุ่น

ข้ามมาทางฝั่ง “มักม่วน” กันบ้าง  เพราะเราจะมาสั่งกาแฟและเครื่องดื่มกัน    ซุ้มกาแฟเล็กๆ ที่มีชายหนุ่มร่างใหญ่ แต่ใจดี (เด็กๆ ชอบ) “ตั๊ก” ทำหน้าที่ชงกาแฟและเครื่องดื่มให้กับลูกค้า ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส   ราคาเครื่องดื่มถือว่าถูกมาก กาแฟร้อน 30 บาท กาแฟเย็น 40 บาท  เครื่องดื่มจำพวกชาทั้งร้อนและเย็น 25 บาท อิตาเลียนโซดา 25 บาท  …โอ้โห ขนม 1 ชิ้น + เครื่องดื่ม  1 แบงค์ร้อย แถมได้ทอนอีกต่างหาก   แถมไม่ต้องออกไปไหนไกล ..  นั่งได้เพลินๆ มี wifi ฟรี  มีหนังสือดีๆ ให้อ่านทั้งพ็อคเก็ตบุ๊คและแมกกาซีน  เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและสุขสบายมากๆ

“มักม่วน”  ร้านเครื่องดื่มน่ารัก  ราคามิตรภาพ
มุมในสวน ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านเครื่องดื่ม “มักม่วน”

เมนูแนะนำ ที่เราลองจับคู่มาชิมแล้วเข้ากันได้ดีทีเดียว คือ  ชีสเค้กช็อกโกแลต ทานคู่กับคาปูชิโน่ร้อน   ชีสเค้กเนื้อนุ่มๆ หวาน หอมรสช็อคโกแลต แล้วจิบกาแฟตาม  จะทำให้รสขนมและรสกาแฟกลมกล่อม อบอวลในปาก อืมมมม  … หรือถ้าอยากทานแบบเย็นๆ สดชื่น แนะนำสั่งน้ำเสาวรสโซดา มาคู่กับบานอฟฟี่พาย  ที่รสชาติหวานตัดเปรี้ยว ไปด้วยกันได้อย่างลงตัว

จะขนมกับกาแฟ หรือขนมกับเครื่องดื่มเย็น ก็อร่อยไม่แพ้กัน

มื้อกลางวันอิ่มอร่อยที่ร้านพรนารายณ์

หลังจากเติมพลังงานไปอย่างเต็มที่ในช่วงสายๆ  แถมได้พักผ่อนสบาย อาบน้ำ-แช่น้ำ ในที่พัก  ก็ได้เวลามื้อกลางวัน ซึ่งขอเลทไปช่วงบ่ายนิดๆ  เพราะตอนเช้ากินไปเยอะ   เราก็มายังร้านเก่าแก่ขึ้นชื่ออีกร้านของลำปาง  “พรนารายณ์”  ที่มีของอร่อยให้เลือกกินหลายอย่าง  ทั้งก๋วยเตี๋ยว  บะหมี่  เย็นตาโฟ  ข้าวขาหมู  หมูแดง หมูกรอบ หน้าเป็ด  เพียบ!!!   ในราคาสบายกระเป๋า(อีกแล้ว) ธรรมดา 35  พิเศษ 40

ว่าแล้วก็จัด ข้าวหมูกรอบ+หน้าเป็ด  สูตรเด็ดของร้าน  ในราคาจานละ 50 บาท ปริมาณและรสชาติถูกใจยิ่งนัก  แถมด้วยหมูสะเต๊ะและปอเปี๊ยะสด มาช่วยเพิ่มความอิ่มหนำสำราญ  พุงกางกลับบ้านกันเลยทีเดียว

ข้าวหน้าเป็ด+หมูกรอบ  อิ่มอร่อย คุ้มราคา
ปอเปี๊ยะสด รสชาติดี

อยากรู้ว่าชามตราไก่ เป็นมาอย่างไร ต้องไปธนบดี

เมื่อพูดถึงจังหวัดลำปาง เรามักจะนึกถึงเซรามิคและชามตราไก่  ซึ่งมีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  แต่ใครจะรู้บ้างว่ามันมีต้นกำเนิดและที่มาที่ไปอย่างไร   ฉะนั้น อีกหนึ่งสถานที่สำหรับทริปนี้ ที่เราอยากแนะนำและตอกย้ำว่า “ห้ามพลาด”  คือ พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี

พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี

ที่นี่เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวและตำนานของชามตราไก่ “ธนบดี” ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งในยุคแรก คือ นายอี้ (ซิมหยู) แซ่ฉิม     จัดแสดงในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์  พื้นที่การผลิต และโชว์รูมแสดงสินค้า    โดยคิดอัตราค่าเข้าชมคนละ 50 บาท  เด็กและนักเรียนนักศึกษา 25 บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าชมฟรี   และสามารถนำบัตรเข้าชมมาแลกเป็นเครื่องดื่ม หรือใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ด้วย  นับว่าคุ้มค่ามากจริงๆ

เมื่อติดต่อซื้อบัตรแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการพาชมในแต่ละส่วน   ซึ่งเจ้าหน้าที่อธิบาย เล่าเรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างสนุกสนานเข้าใจง่าย   เริ่มต้นตั้งแต่ส่วนแสดงประวัติความเป็นมา ตั้งแต่ยุคก่อตั้งเรื่อยมาจนถึงในยุคปัจจุบัน  ซึ่งเราจะได้เห็น  ชามตราไก่ทองคำ, ชามตราไก่ที่เล็กที่สุดในโลก, ส่วนของห้องครัวโบราณของตระกูล ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น, รางวัลต่างๆ ที่ทางโรงงานได้รับ เป็นต้น

ถัดมาส่วนที่สอง จะเป็นพื้นที่การสาธิตการผลิตชามตราไก่ ตั้งแต่เริ่มรู้จักดินขาวที่นำมาใช้ผลิต  การขึ้นรูปแบบดั้งเดิม และแบบปัจจุบัน  การเคลือบ การอบ การวาดลวดลาย  ทุกกระบวนการจนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ โดยไฮไลท์ที่สำคัญในส่วนนี้ คือ “เตามังกรโบราณ” เตาอิฐขนาดยักษ์ มีความยาวประมาณ 25 เมตร ซึ่งเคยใช้ในงานอบเซรามิคในยุคก่อน  ปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้ไปแล้ว แต่ก็ยังอนุรักษ์เอาไว้ให้เราได้ศึกษา

เตามังกรโบราณ ที่เคยใช้งานมายาวนาน
ส่วนต่างๆ ของการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธนบดี

และส่วนสุดท้ายก็คือ ส่วนของโชว์รูม ที่เป็นส่วนแสดงผลงานของโรงงานธนบดีแห่งนี้ ว่าปัจจุบันมีสินค้าใดบ้าง ส่งออกไปที่ไหนบ้าง รวมถึงผลงานต่างๆ ทั้งในภาคธุรกิจและการบริการสังคม     ซึ่งก่อนกลับเราสามารถเลือกซื้อสินค้าของโรงงานที่โชว์รูมจัดจำหน่ายสินค้าได้ด้วย     แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเราซึ่งพาเด็กๆ มาด้วย หรือคนที่ชื่นชอบและมีฝีไม้ลายมือด้านศิลปะ นั่นคือ การเพ้นท์ลวดลายบนภาชนะ   เราสามารถเลือกซื้อภาชนะแล้วนำมาวาดลวดลายด้วยฝีมือเราเอง  แล้วนำไปอบจนออกมาเป็นชิ้นงานสำเร็จนำกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจ     เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานไม่น้อยสำหรับเด็กๆ

ผลิตภัณฑ์เซรามิคที่จัดจำหน่ายในราคาโรงงาน
เด็กๆ สนุกสนานกับการวาดลวดลายลงบนภาชนะด้วยฝีมือตัวเอง

พิกัด :  เลขที่ 24  ถ.วัดจองคำ  ต.พระบาท อ.เมือง  จ.ลำปาง โทร. 054-821558, 054-351099

เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น.

มื้อเย็นจ่ายกาดรัษฎา หุงหาอาหารกินเอง

อย่างที่บอกว่า มาทริปนี้เรามาใช้ชีวิตแบบคนลำปางจริงๆ  เที่ยว กิน ธรรมดา ไม่หรูหราฟู่ฟ่าตามกระแส  ยิ่งที่พักเอื้ออำนวยขนาดนี้ บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านขนาดนี้   มีหรือที่เราจะพลาดโอกาสในการทำอาหารกินเอง

จากที่พักไปตลาด ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที  ซึ่งตลาดที่ใกล้ที่สุด คือ ตลาดเทศบาล3 หรือตลาดรัษฎา  ที่นี่ก็เหมือนกับตลาดสดทั่วไป มีของเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้  วัตถุดิบต่างๆ ให้เลือกมากมาย  หรือจะซื้อของกินเล่น  ของหวาน ของคาว กับข้าวสำเร็จ  ก็แล้วแต่สะดวก   ตอนเย็นๆ แบบนี้ คนจะเยอะมาก  คึกคักพอสมควร

เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องการ  เราก็จัดการก่อไฟจุดเตาถ่าน   เตรียมรังสรรค์อาหารสารพัดเมนู (แหม่..ใช้คำแบบเชฟกระทะเหล็กเลย)  เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ก็สนุกกับการทำอาหารง่ายๆ ด้วยตัวเอง   ซึ่งงานนี้ไม่ง้อเตาแก๊ส และไมโครเวฟ     เสร็จแล้วก็มาล้อมวงกินกัน  เป็นบรรยากาศที่ดีมาก   กินเสร็จเก็บล้างเหมือนเราอยู่บ้านตัวเอง

จุดไฟ เตรียมอาหารเย็นด้วยตัวเอง

ช่วงเวลาค่ำๆ หลังจากอาหารเย็น  บรรยากาศก็เริ่มเงียบสงบลงอีกครั้ง  เป็นเวลาที่เหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งนัก  ได้แช่น้ำในอ่างสบายๆ  เอนหลังผ่อนคลาย  อ่านหนังสือที่อยากอ่าน  เตรียมตัวเข้านอนเร็วอีกหนึ่งคืน เพื่อเก็บแรงไว้วันรุ่งขึ้น

Day3 เช้าวันสุดท้าย ปั่นไกล ไปไหว้พระ

หลังจากออมแรง  หลับสนิทยาวนานในตอนกลางคืน  เพราะเช้าวันสุดท้ายสำหรับทริปนี้ เราจะปั่นไปไกลกว่าเดิม  เริ่มต้นจากหน้าบ้านสุดสะลีเช่นเคย   ปั่นผ่านถนนวัฒนธรรม  แล้วลัดเลาะไปตามแนวคันดินซึ่งเป็นแนวกำแพงเมืองเก่า  หยุดพักบริเวณเนินวัดนางเหลียวซึ่งเป็นจุดชมวิว ที่สามารถมองไปไกลถึงเขตแม่เมาะ

จากนั้นปั่นต่อไปยังประตูม้า ซึ่งเป็นแนวกำแพงอิฐเก่าแก่ เพื่อไปกราบสักการะสรีระร่างหลวงพ่อเกษม เขมโก พระเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งของเมืองไทย  ณ สุสานไตรลักษณ์     ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเมื่อท่านมรณะภาพลงเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2539  สรีระร่างของท่านนั้นก็เกิดความอัศจรรย์ไม่เน่าเปื่อยเหมือนกับสรีระทั่วไป    มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแวะเวียนมากราบสักการะอย่างไม่ขาดสาย  เป็นสถานที่หนึ่งที่หากมาเยือนลำปาง ก็ควรจะมาให้ได้สักครั้งหนึ่ง

แวะสักการะสรีระสังขารของหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์

ออกจากสุสานไตรลักษณ์  ปั่นเลียบฟุตปาธย้อนไปทางขวามือ ไม่เกิน 200 เมตร จะเจออาหารเช้ายอดฮิตของคนไทย คือ  “หมูปิ้ง”  ซึ่งหมูปิ้งเจ้านี้มีชื่อว่า  “หมูปิ้งอัญชลี”  ตั้งโต๊ะขายอยู่ริมถนนลำปาง-แจ้ห่ม (ทางหลวงสาย 1035)  ในราคา 3 ไม้ 10 บาท    ทุกเช้าจะมีรถที่ผ่านทางถนนเส้นนี้แวะเวียนมาจอดซื้อไม่ขาดสาย  หากจัดอันดับ ก็คงติดอยู่ในท็อปเทนทำเนียบหมูปิ้งเมืองลำปาง  “เขาว่าอย่างนั้น”

อิ่มอร่อยมื้อเช้า กับหมูปิ้งอัญชลี

เมื่อได้หมูปิ้งและข้าวเหนียวเรียบร้อย   เราก็ข้ามถนนลัดเลาะซอยไปตามทุ่งนา เพื่อไปยังวัดเจดีย์ซาวหลัง  หรือเจดีย์ยี่สิบองค์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของลำปาง โดยเจดีย์แต่ละองค์จะมีรูปลักษณ์ในแบบผสมระหว่างศิลปะล้านนาและพม่า  และข้างหมู่เจดีย์จะมีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ที่ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าทันใจ

นอกจากนั้นภายในบริเวณวัดยังมีพระอุโบสถที่งดงาม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย  และรอบๆ วัดยังสงบร่มเย็น เป็นสถานที่ที่สามารถมาเรียนรู้และปฏิบัติธรรมได้อีกด้วย

เจดีย์ซาวหลัง เรียงรายกันอย่างงดงาม

และหากใครมีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ ให้เดินผ่านกุฏิสงฆ์เข้าไปด้านใน จะมี “บ่อน้ำสองพี่น้อง”   ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำเก่าแก่ มากกว่าสองพันปี  ที่มีชายอนาถา 2 พี่น้อง ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ขุดพบน้ำเพื่อจะถวายแด่พระอรหันต์ที่จาริกมาจากประเทศอินเดียคนละ 1 บ่อ  หลังจากขุดไปแล้วก็พบกับน้ำใสสะอาดพุ่งขึ้นมาให้ได้ดื่มได้ใช้  อยู่ยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน   ตรงบ่อน้ำนี้เราสามารถตักน้ำจากทั้ง 2 บ่อ นำใส่ภาชนะกลับบ้านเพื่อนำไปอาบให้เป็นสิริมงคลได้ด้วย

บริเวณบ่อน้ำสองพี่น้อง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ

ไหว้พระเสร็จแล้ว นั่งพักรับประทานอาหารในวัด  แล้วปั่นกลับลัดเลาะไปตามท้องทุ่งนา  ซึ่งสองข้างทางส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเรือน และทุ่งนาเขียวขจี  มีทิวเขาสวยงามเป็นฉากอยู่ด้านหลัง  แม้แดดในยามสายจะร้อนไปนิด  แต่ก็ไม่ทำให้บรรยากาศสบายยามเช้าลดน้อยลงไปเลย   ระยะทางไป-กลับ สิบกว่ากิโลเมตรสำหรับเช้าวันสุดท้ายนี้  มีอะไรให้เราได้ชมมากมาย แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็คุ้มค่า   กลับที่พักด้วยความอิ่มเอมใจ

ปั่นผ่านทุ่งนาสองข้างทาง ชมบรรยากาศธรรมชาติยามเช้า

สุดท้าย ..ไม่ท้ายสุด

จบทริปในช่วงสายๆ ของวันที่ 3  เตรียมเก็บกระเป๋าเดินทางกลับเชียงใหม่  กับความประทับใจเต็มเปี่ยม   ระยะเวลาเพียง 3 วันอาจไม่เพียงพอสำหรับการเที่ยวลำปางให้ครบทุกซอกทุกมุม  ทั้งร้านอาหารที่แนะนำ ร้านดังมากมายที่เรายังไม่ได้ไปลองชิม  ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว วัดวาอารามชื่อดังอีกหลายแห่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม    แต่เราก็เต็มอิ่มกับการพักผ่อนและสัมผัสชีวิตเสี้ยวหนึ่งของชาวลำปาง  ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ตามกระแส  เหมือนกับคำที่เขามักเปรียบเทียบว่า เป็น “เมืองที่ไม่หมุนตามกาลเวลา” จริงๆ

ทริปการเดินทาง-รีวิวในครั้งนี้  ต้องขอขอบคุณชาว “มอกม่วน”  ที่อำนวยความสะดวกและจัดทริปให้เราได้ทำความรู้จักลำปางอย่างประทับใจและมีความสุข  ตั้งแต่ที่พักสบายๆ อย่าง  “สุดสะลี”   ขนมและเครื่องดื่มอร่อยๆ จาก “ฮอมสุข” และ “มักม่วน”

ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดที่พักหรือแพคเกจ ได้ที่ http://suddslee.wix.com/suddslee  หรือ โทร. 081 595 5766

สุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงและขอบคุณเป็นอย่างมากคือ “พี่น้องชาวลำปางที่น่ารัก” ทุกคน ที่มีรอยยิ้ม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เราตลอดทริปในครั้งนี้ ไม่ว่าเราจะแวะไปถ่ายรูป  ทานอาหาร จ่ายตลาด  ปั่นจักรยาน ทำกิจกรรมต่างๆ   … คนลำปางต้อนรับเราอย่างอบอุ่นจริงๆ   หากมีโอกาส เราจะกลับไปตะลุยลำปางอีกอย่างแน่นอน  .. หรือท่านผู้อ่านมีที่ไหนแนะนำ ที่กิน ที่เที่ยวเด็ดๆ ในเมืองลำปาง กระซิบมาบอกเราได้หนา   เราจะกลับไป เพราะ “เรารักลำปาง … จุ๊บๆ”


ท่านใดมีที่กิน – เที่ยวน่าสนใจในลำปาง แนะนำเจ๋งเข้ามาได้ อย่าลืมแวะมา Comment มาแชร์ให้เจ๋งได้รู้ตามช่องด้านล่างหรือ

  

เจ๋งจะตามไปรีวิวอย่างทันท่วงที

ฝากความคิดเห็น ...