Humans Of Chiang Mai : ธศศิน อินทะพันธุ์ (แบม) อายุ 26 ปี

       ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหันหลังจากสังคมเมืองเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมือนกับว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งมวลมนุษย์ทั้งหลายหลากเผ่าพันธุ์หรือต่างภาษาล้วนเบือนหน้าหนีจากความโกลาหลในสังคมและเต็มไปด้วยการแข่งขันกับค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมียิ่งสุข” มุ่งหน้าค้นหาสิ่งที่ ”เป็นความจริง” นั่นคือการแสวงหาวิถีชีวิตที่คนปัจจุบันให้คำนิยามว่า “Slow Life” อันเกิดมาจากปรัชญาการหลีกหนีสังคมเมืองที่วุ่นวาย ที่ถึงแม้จะไม่สามารถก้าวออกมาได้หมด แต่อย่างน้อยส่วนหนึ่งของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือยึดติดกับการแข่งขันเสมอไป หากแต่จะหันมามองและใส่ใจกับรายละเอียดที่อยู่รอบกายมากขึ้น

       นิยามคำว่า “Slow Life” มิใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงชีวิตที่เชื่องช้า เซื่องซึม หากแต่มันคือมุมมองการใช้ชีวิตที่ทำให้เราหันมามองและสะกดคำว่า “ชีวิต” ที่เป็นแก่นจริงมากกว่าเปลือกนอก นัยว่าให้ความสำคัญกับรายละเอียดของสิ่งที่อยู่รอบข้างมากกว่าจุดหมายปลายทาง โดยหวังว่าสิ่งเล็กน้อยที่ได้พบเจออย่างกับเป็นเรื่องธรรมดาหรือชัยชนะแค่เพียงเล็กๆในบางอย่างนั้นแหละคือคำตอบของความสุขอันยิ่งใหญ่

       “แบม” ธศศิน อินทะพันธ์ คืออีกหนึ่งบุคคลที่ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับนิยาม “Slow Life” กับร้านอาหารและโปรดักชั่นเล็กๆที่ตั้งซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ แบมคืออีกคนที่หันหน้าจากแสงสียามราตรีสู่แสงแดดอันอบอุ่นตอนกลางวันด้วยความคิดที่ว่า “ใหญ่ๆไม่ เล็กๆใช่” เขาเริ่มหันกลับมามองสิ่งเล็กๆที่อยู่รอบตัวมากขึ้น อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของเมืองเชียงใหม่ ที่สำคัญอยู่กับคนที่เขารัก วันนี้-ผ่านบทสมภาษณ์ของเรากับเขา จะได้ค้นพบบางแง่มุมที่จะเปิดเผยถึงความรู้สึกของการใช้ชีวิตในแบบฉบับความสุขของเขา

แบม ธศศิน อินทะพันธุ์

– ปัจจุบันทำอะไรบ้าง

       ตอนนี้งานหลักๆคือทำโปรดักชั่นกับเพื่อนอีกคนนึงครับ ชื่อว่า Barefoot Studio รับถ่ายภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง ตัดต่อวีดีโอ งานออแกไนซ์ คือรับทำทุกอย่างครับ ถ้าทำได้ เดินไฟ เย็บผ้า ทำโต๊ะ ทำบาร์ก็รับ แต่อันนี้แล้วแต่จะคุยและพอใจเลยครับ (หัวเราะ) แล้วก็ทำร้านอาหารเล็กๆ ร้าน Barefoot Cafe อีกด้านก็ยังมีเล่นดนตรีนิดหน่อยครับ แล้วแต่ว่าจะมีคนเรียกไปแจมด้วยหรือเปล่า (หัวเราะ)

– เล่าชีวิตแต่ก่อนให้ฟังหน่อย

       ชีวิตเมื่อก่อนก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆเท่าไรครับ ไม่ได้มีอะไรหวือหวา พอจบจากโรงเรียนดาราก็มาอยู่นิเทศฯพายัพ ได้เจอเพื่อนใหม่ เปลี่ยนสังคมใหม่ ความรับผิดชอบเรื่องเรียนก็มากขึ้น ทุกวันก็ออกไปเรียน ดีหน่อยที่บ้านอยู่ใกล้ๆ ม. ครับ เลยตื่นสายได้ (หัวเราะ) ระหว่างที่เรียนเราก็ได้เจอเพื่อนใหม่เยอะ ที่มาจากต่างโรงเรียน ต่างจังหวัด คนหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนๆผมจะเป็นพวกเดียวกัน คือเฮฮาบ้าบอ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง (หัวเราะ) แต่กลุ่มเพื่อนนี่แหละครับ ที่เป็นตัวผลักดันให้เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะครับ ถึงเราจะบ้าๆบอๆ แต่ก็ทำงานไม่เคยขาด

– จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรี

       ก็เป็นตอนประมาณตอนปี 2 ขึ้นปี 3 ครับ ผมมีโอกาสได้ไปสอนกลอง แทนพี่ชาย ที่โรงเรียนดนตรีแถวๆบ้าน คือผมไม่เคยเรียนกลองนะ แต่อาศัยประสบการณ์ตอนอยู่ที่โรงเรียนและพี่ชายเคยสอนตอนเด็กๆ เลยตีเป็น กับพออ่านโน้ตได้จากการเรียนเปียโนตอนเด็กเลยพอจะสอนได้แบบเบื้องต้น ก็สอนไปเรื่อยๆได้สักพักใหญ่ๆเลยครับ ในระหว่างที่ยังเรียนมหาลัยอยู่ จนเก็บเงินได้ก้อนเล็กๆ แต่ก็สอนต่อไม่ได้ครับ เพราะรู้สึกไม่เต็มที่ เพราะเราไม่มีความรู้จริงจังเลยคิดว่าคงสอนคนอื่นไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจเลิกสอนไปครับ แล้วเอาเงินก้อนที่เก็บได้จากการสอนไปเรียนกลองแบบจริงจัง ก็ได้ไปสมัครเรียนที่ รร.สอนดนตรีวรนันท์ หลัง มช. ลงเรียนแจ๊สมัน เพราะตอนนั้นคิดว่ามันน่าจะยากและเท่ดี (หัวเราะ)

– สู่การเริ่มเล่นดนตรีกลางคืนตามร้าน

       ก็พอได้เริ่มเรียนดนตรีจริงๆจังๆก็รู้เลยว่า เรายังอ่อนหัดมาก แต่ด้วยความที่มันเป็นเงินตัวเอง และน่าจะใช้เรียนได้ไม่นาน ก็เลยเรียนและซ้อมเยอะครับ เรียนได้อยู่ 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ตามไปดูอาจารย์ที่สอนกลองผม คือพี่กิ๊บ วง Delritmo เขาเล่นตามร้าน ไปนั่งดู บางทีก็ได้แจมบ้าง ตามอยู่หลายปีเลยครับ จนเราพอจะเล่นร้านเล่นวงกับเค้าได้ พอขึ้นปี 4 ตอนนั้นก็มีวงเล่นเป็นตัวเป็นตนแล้วครับ ได้เล่นตามร้านกลางคืนจริงๆจังๆกับวง ปาปาเรสโต้ เล่นที่ North Gate ด้วยนะ (ทำหน้าภูมิใจพร้อมหัวเราะ) แต่ฝีมือก็ยังไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย แต่ก็เล่นอยู่หลายเดือนเลยครับ ช่วงนั้นก็เล่นดนตรีกลางคืน กลางวันก็ไปเรียน จนเรียนจบ

แบม สมัยเล่นดนตรีตามร้านอย่างเฟี้ยวฟ้าว

– หลังเรียนจบเป็นอย่างไร

       ก็คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะเปิดบริษัทรับพวกสื่อ ภาพนิ่ง และ VDO ตั้งใจว่าจะลุยกันตอนที่ไฟยังแรงอยู่ ก็ทำได้เกือบปีก็แยกย้ายกันไปครับ ด้วยความที่ยังเด็กและอ่อนต่อโลกอยู่เลยทำให้เราไปกันไม่รอด พอบริษัทที่ทำปิดตัวลง ผมก็เปลี่ยนอาชีพ (ถือเป็นจุดเปลี่ยน?) ใช่ ผมย้ายตัวเองไปอยู่เขาใหญ่ ที่ปากช่อง ไปเป็นชาวไร่อยู่ที่นั่น ไปทดลองการปลูกผักแบบทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่หมักน้ำหมักกันศัตรูพืช บำรุงผัก ปรับหน้าดิน ปรับคุณภาพดิน ทำได้อยู่ 4 เดือน โครงการนั้นก็พับไป เลยกลับมาอยู่ เชียงใหม่เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนตกงาน อยู่ว่างๆรับจ๊อบเล็กๆน้อยๆไป เพราะช่วงนั้นแรงและไฟที่มีอยู่มันน้อยมากจนไม่ยากทำอะไรเลยครับ ผ่านไป 1 ปี เริ่มอยู่ไม่ได้ ถึงเวลาต้องดิ้นรนหางาน ก็ไปได้งานที่บริษัทโปรดักชั่นแห่งหนึ่งที่นิมมาน ชื่อ House Of Idea  ได้เป็นพนักงานประจำอยู่พักนึงก็ตัดสินใจออกมาก เพื่อเดินตามสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ครับ คือการเปิดกิจการของตัวเอง เลยเริ่มต้นใหม่ เปิดออฟฟิศใหม่ และเปิดร้านอาหารใหม่กับแฟนคือเอิน และพี่โอม กับเพื่อนอีกคนชื่อเป๊กครับ และในส่วนนี้ผมต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และพี่ชาย ผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่เป็นกองหนุนให้ผมมาตลอดครับ

แบม กับร้าน Barefoot Cafe (ข้างหลัง)

 – ความทะเยอทะยานของชีวิตในสมัยก่อน

       ตอนนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจเอาไว้เลยว่าต้องทำให้ได้และไปให้ถึงคือ ผมจะเล่นดนตรีอาชีพให้ได้ ผมจะเล่นดนตรีหาเงินให้ได้หลังจากที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการไปนั่งฟังอาจารย์ที่สอนกลองผมเล่นดนตรีตามร้านอยู่เป็นปี ซึ่งอาจจะไม่ได้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะคนอื่นๆอาจจะมองไปไกลกว่านั้น แต่ผมคิดแค่ว่า เออ กูต้องเล่นดนตรีที่ร้านให้ได้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็สำเร็จมีความสุขแล้ว นั่นคือในส่วนของการเล่นดนตรี ส่วนเรื่องงานด้านโปรดักชั่นก็เหมือนกัน คือสองอย่างนี้มันเดินไปพร้อมๆกัน ด้านโปรดักชั่น ผมก็คิดไว้ว่า ผมจะสร้างทีม สร้างออฟฟิศของตัวเอง สร้างงานดีๆ ให้ทุกคนที่ทำด้วยกันมีความสุข ไม่อดอยาก เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้วยกันครับ เล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่ไม่หยุด และตอนนี้ก็ยังทำอยู่ครับ แต่มันยังไม่ถึงเป้าหมายที่คิดเอาไว้

– นอกจากดนตรีแล้ว ในช่วงนั้นวางแผนชีวิตในด้านอื่นหรือไม่ ,อย่างไรบ้าง

       ก็ไม่ถึงกับวางครับ แค่คิดไว้เฉยๆ ว่าจบมาแล้วอยากทำออฟฟิศของตัวเอง ประจวบเหมาะพอดี เพื่อนชวนทำ ก็เลยลุยเลย รวมตัวกันได้ 5-6 คน รับถ่ายภาพนิ่ง วีดีโอ งานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ ถ่ายละครเวที ถ่ายรายการ รับหมดครับ ช่วงนั้นก็ทำคู่กันมาเรื่อยๆ เอาเงินที่ได้จากงานดนตรีมาใช้ประจำวัน ทำอยู่อย่างนั้นเกือบปี สุดท้ายออฟฟิศก็ปิดไปอย่างที่บอก ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปด้วยความที่ยังเด็กและปัญหาหลายอย่างครับ

– เล่าถึงจุดเปลี่ยน หรือ อะไรที่ทำให้เริ่มหันมาเปิดร้าน  ? แล้วทำไมถึงสนใจ ?

       พูดจริงๆคือร้านก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเลยครับ ทุกอย่างมันเกิดเร็วมาก พอดีช่วงนั้นหลังจากที่กลับมาจากเขาใหญ่ได้ปีนึง ก็มองหาที่เปิดออฟฟิศใหม่อยู่เรื่อยๆ แล้วพอดีรุ่นพี่ที่หมู่บ้านเพนกวินก็บอกว่ามีบ้านว่าง เราก็เลยรีบโทรไปคุยกับเจ้าของเลย แล้วก็ถามเอินถามเพื่อนว่าจะทำมั้ย ด้านบนเป็นออฟฟิศ ด้านล่างเป็นร้าน Barefoot Cafe แล้วก็วางแผน วางคอนเซ็ปต์ร้านอาหาร รออยู่ 1 เดือนเพื่อย้ายเข้าครับ ระหว่างนั้นก็เตรียมตัวทำร้านอาหารก่อนเลย มันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าตั้งใจครับ (หัวเราะ)

– ถึงจุดอิ่มตัวจากการเล่นดนตรีด้วยหรือไม่ ? หรือสาเหตุใด ?

       ตอนนี้ก็รู้สึกอิ่มตัวนะครับ มันค่อนข้างนิ่งๆเลย เพราะเราก็ต้องดูร้านอาหาร แล้วก็ต้องทำงานโปรดักชั่นไปด้วย ออกไปถ่ายงาน ตัดต่องาน เตรียมงาน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งดนตรีไปนะครับ วันไหนว่างถ้ามีคนโทรมาให้ไปเล่นแทน หรือมีงาน Event ให้ไปช่วยเล่น ก็ไปครับ ยังสนุกเหมือนเดิม

– การหันมาเปิดร้านหมายถึงเราคิดถึงชีวิตในอนาคตมากขึ้นหรือไม่(ความมั่นคงในระยะยาว) ?

       คิดนะครับ เพราะวางแผนว่าอยากจะเก็บเงินไปเที่ยวครับ แต่มันคงไม่ง่าย เพราะร้านเราลงมือเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาว่างมันก็หายากครับ แต่อนาคตมันก็คืออนาคตครับ ไม่ได้คาดหวังอะไร มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เลยไม่ค่อยคิดมากเท่าไหร่ ค่อยๆทำมันไปดีกว่าครับ

– จากชีวิตในแสงสีกลางคืนสู่ชีวิตท่ามกลางแสงแดดกลางวัน ต่างกันอย่างไร

       มันก็ไม่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ เอาจริงๆผมแยกไม่ออกเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ก็ทำคู่กันไปครับ แค่แบ่งเวลาให้ชัดเจน บางทีต้องตื่นเจ็ดแปดโมงไปตลาดซื้อของเข้าร้าน แล้วก็ทำอาหารให้ลูกค้า บ่ายๆขึ้นทำงานข้างบน ดึกๆค่ำๆออกไปเล่นดนตรี เล่นเสร็จก็กลับมาช่วยเอินเก็บร้าน สงสัยคงชินอะครับ ตอนจับตะหลิวก็เหมือนจับไม้กลอง ตวัดไปแล้วก็สนุกมีความสุขดี ตีกลองแล้วเห็นคนดูอินตาม ก็เหมือนทำอาหารให้คนทานแล้วเค้าบอกว่าอาหารอร่อย ตื้นตัน

– เรียนรู้อะไรบ้างจากชีวิตที่ผ่านมา

       เรียนรู้เยอะครับ รู้ว่าเราต้องใจเย็น ทำอะไรแล้วก็ต้องทำเลย เต็มที่ ลุยไปเลย และต้องมีความสม่ำเสมอครับ ยากมาก เพราะตอนนี้ก็ยังพยายามทำอยู่ครับ ทำทุกอย่างให้ดีและสม่ำเสมอ

– การเปิดร้านหมายความว่าเราต้องเป็นเจ้าของ, ต้องคอยดูแลเอาใจใส่, ในส่วนนี้เราทำอะไรบ้าง

       เปิดร้านต้องเป็นเจ้าของ อันนี้ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่สำหรับเรา มันต้องการการดูแลเอาใจใส่แน่นอน อย่างร้านนี้เราทำกันเองทั้งหมดเลยครับ ยกเว้นห้องน้ำไม่กล้าทำเดี๋ยวส้วมแตก สำหรับผม ผมคิดว่า ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องลองทำด้วยตัวเองก่อนครับ คิดและลองลงมือเอง เรียนรู้เอง ตัดสินใจเองก่อน แล้วผลจะเป็นอย่างไร ยังถูกผิดยังไง แต่มันก็น่าภูมิใจมากๆเลยครับ ชอบตอนที่ทำร้านเสร็จมากๆเลย นั่งดู ยืนดูอยู่นาน เพราะทั้งทาสี ทำเคาเตอร์ เดินไฟฟ้าภายใน ติดไฟร้านด้านนอก เราช่วยกันทำหมด มีเพื่อนๆมาช่วยด้วย ต้องขอบคุณมากเลย อย่างตอนนี้ก็จะค่อยช่วยเอินทำอาหารบางเวลาที่มีคนเยอะ หรือตอนที่เอินไม่อยู่ร้าน ก็จะมาอยู่แทนครับ สนุกมาก ใช้พลังงานเยอะดี

– การเดินเข้าสู่ชีวิตที่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น ดังเช่นการเปิดร้าน ทำให้เราได้ค้นพบชีวิตที่เราตามหาหรือเปล่า ?

       ไม่เจอชีวิตที่หาครับ หรือว่าไม่ได้หาชีวิตที่อยากเจอ หรือไม่ก็ไม่ได้สนใจครับ (หัวเราะ) สรุปคือ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ครับ ชีวิตมันก็เดินไปตามเรื่องของมันครับ ไม่หาดีกว่า

– ถือว่ามุมมองต่อชีวิตของเราเปลี่ยนไปหรือไม่, อย่างไรบ้าง เมื่อเราได้มาอยู่ในจุดนี้ จากอดีตที่ผ่านมา

       มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆนะครับ ตามประสบการณ์ที่เราได้รับระหว่างช่วงชีวิต แล้วมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนที่มันเคยเปลี่ยนครับ บางทีพรุ่งนี้มันก็เปลี่ยนแล้วครับ

– เมื่อก่อนมองความสุขเป็นเรื่องของอะไร – ตอนนี้มองความสุขเป็นเรื่องของอะไร

       เหมือนเดิมนะครับ ความสุขของผมที่รู้สึกมีความสุขที่สุดคือ ทำอะไรที่ทำด้วยตัวเองแล้วมันเสร็จ ไม่ว่าจะทำให้ตัวเองหรือให้คนอื่น เวลามองสิ่งนั้นมัน มีความสุขมากครับ อย่างตอนที่ทำเคาเตอร์ในร้านเสร็จ โคตรมีความสุข

– ตอนนี้ถือว่าได้ค้นพบความสุขจริงๆแล้วหรือยัง

       ก็เจอกันบ่อยนะครับ ไม่ต้องค้นหาก็ได้ บางทีอยู่เฉยๆก็มีความสุขแล้ว

– วางแผนในอนาคตอย่างไร ?

       ไม่ได้วางครับ ปล่อยให้มันเดินทางไปเองครับ

-ปรัชญาที่ค้นพบระหว่างดำเนินชีวิต มีหรือไม่ ?

       “จงทำงานในสิ่งที่รัก อย่าไปใส่ใจการแข่งขันจนเสียสมดุลของตัวเอง เห็นคนอื่นรวยก็อยากรวยกว่า เห็นคนอื่นเก่งก็อยากเอาชนะ แต่ให้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก เพราะเมื่อลืมการแข่งขัน ไม่สนว่าใครนำอยู่ และทำด้วยใจรัก เมื่อนั้นเราก็จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว : กฤษณมูรติ“  อ่านแล้วรู้สึกสบายใจดีครับ ไม่ต้องแข่งกับคนอื่น ไม่ต้องคาดหวัง แค่ทำแล้วมันมีความสุข ก็มีความสุขแล้วครับ

       คงไม่มีใครในโลกนี้ที่รู้จักตัวเรามากกว่าตัวเราเอง ท่ามกลางสังคมเมืองอันวุ่นวายภายนอก หากใจภายในเรารู้ว่าเราทำอะไรและทำในสิ่งที่เรารัก ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หากแต่สิ่งเล็กน้อยที่เราได้ทำ มันคือสิ่งที่เรารัก หรือเป็นสิ่งที่เราทำให้คนที่เรารัก นั่นก็คือนิยามแท้ของคำว่า “ความสุข” เช่นกันกับการใช้ชีวิตอันเร่งรีบย่อมนำมาซึ่งการละเลยสิ่งรอบข้างและรายละเอียดเล็กน้อยที่จะคอยเติมแต่งให้ชีวิตเรานี้มีสีสัน

       บางทีจุดหมายปลายทางอาจไม่ได้สำคัญไปกว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่รอให้เราหยุดชื่นชมข้างทาง ดอกไม้จะสวยได้เพราะมีคนที่เดินไปมาหยุดและยืนมองมัน ดังในบางช่วงบางตอนของบทสัมภาษณ์ระหว่างเรากับแบม หลายคนตั้งเป้าหมายและวางแผนชีวิตอนาคตให้สูง แต่กับเขา เขาบอกกับเราว่า “ชีวิตมันก็เดินไปตามทางของมัน” ฟังดูแล้วหลายคนอาจหนาวๆร้อนๆได้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แบมรู้และมั่นใจ คือเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เขาเลือกเอง เป็นการเดินที่ช้าแต่มีความสุข เพราะเขาได้เก็บรายละเอียดความสุขที่หล่นอยู่รอบตัวเขามาชื่นชมอย่างเต็มที่ ที่สำคัญเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ไม่มีใครมาเดินแข่ง หากจะมีก็คงมีแค่คนเดียว-คือตัวเขาเอง

เรื่องราวชีวิตของ  Humans of  Chiang Mai คนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามกันได้ที่นี่ และถ้าหากใครมีบุคคลแห่งแรงบันดาลใจที่อยากแนะนำ ก็อย่าลืมแวะมาเม้นท์มาแชร์ให้เราได้รู้ตามช่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ
  
เจ๋งจะได้ตามไปเจาะลึกกันอย่างทันท่วงที ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวเชียงใหม่

ฝากความคิดเห็น ...