อะไรที่มาแบบเซอร์ไพร์ส ย่อมสร้างความตื่นตาตื่นใจในชีวิตผมเสมอ

“Paramore Live In Bangkok 2013” Rock Entertainment หัวเรี่ยวหัวแรงผู้จัดงาน จัดการกระชากวงอัลเทอร์เนทีฟมาแรงแห่งยุคมากระหน่ำความมันส์ในเมืองไทยครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้ เพิ่งมีข่าวดีว่า Sum 41 ก็จะมาเล่นด้วยเรียกได้ว่าโชคหล่นใส่ชาวร็อคแบบ 2 ชั้น ชนิดไม่ต้องออกแรงเปิดฝาอิชิตันเขียนชื่อส่งไปชิงโชคอะไรให้เมื่อยตุ้มและเปลืองหมึกปากกาเป็นความใฝ่ฝันอยากดู Paramore เล่นสดซักครั้งในชีวิต ในความอยากระดับไปเที่ยวรอบโลกซัก 80 รอบ หลังจากผ่านหูผ่านตากับคลิปเล่นสดๆ (ไม่ใช่คลิปโป๊นะครับ) ทาง Youtube ไปหลายรอบ

และเมื่อโอกาสมาถึงเยี่ยงนี้ หาไม่ไป มันก็คงไม่ต่างอะไรจากศูนย์หน้าที่มีโอกาสเข้าทำ แต่ดันไปยืนเป็นสากกะเบือนิ่งเฉย ปล่อยโอกาสหลุดลอยหนีไปหน้ากรอบประตูที่สำคัญ 1 ในสโลแกนชีวิตผมคือ “ถ้าไม่ทำวันนี้ พรุ่งนี้มึงก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกมั้ย?”

บัตรที่ทาง Rock Entertainment เปิดขายมีกันสองแบบ สองช่วงครับ  คนจัดเขาทำการแบ่งออกเป็นสองโซน คือ A กับ B ราคาโซน A ขายช่วง Presale 2,300 บาท ถ้าซื้อแบบปกติกับไทยทิกเก็ตเมเจอร์ก็ 2,500 บาท ส่วนโซน B บัตร Presale 1,600 บาท แบบปกติ 1,800 บาท นอกจากความแตกต่างในเรื่องของราคาแล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจในระดับเห็นสาวมหา’ลัยนุ่งสั้นเดินตามห้างคือ ใครซื้อแบบPresale มึงได้โปสเตอร์ในวันงาน พร้อมเอาตั๋วไปแลกเป็นบัตรแข็งเก็บสะสมอัดกรอบที่บ้านได้เลย

สำหรับผมในฐานะที่บ้านไม่ได้ปั้มแบงค์ใช้เองเลยต้องยอมซื้อบัตรโซน B เอา อย่างน้อยก็ซักครั้งหนึ่งในชีวิตชาวร็อคล่ะว่ะ กับการได้ดูคอนเสิร์ต Paramore ที่มีสาวสวยขาร็อคกับสีผมเปรี้ยวจี๊ดอย่าง Hayley Williams เป็นขวัญใจด้วยความที่เป็นคนปัญหาเยอะในชีวิตจนชิน ก็นึกอยากจะมีเสื้อวงกับชาวบ้านเขาบ้าง ว่าแต่ตูจะไปหาซื้อที่ไหนมาใส่ไปดูคอนเสิร์ตล่ะตามไล่หาเช็คเสื้อทัวร์วงในเน็ตแบบของแท้ ราคาตกอยู่ที่ 1200 – 800 ลวดลายความสวยงามก็แตกต่างกันไป แต่เท่าที่เปิดดู ก็ยังไม่มีตัวไหนโดนใจไอ้จอร์ชกับอีซาร่านักพอไปถามทาง Rock Entertainment ผู้จัดงานก็บอกว่ายังไม่แน่ใจว่าทางวงจะเอาเสื้อทัวร์มาขายกันมั้ย แถมราคาลวดลายก็ยังไม่แน่ชัด จนสุดท้ายผมเลยได้เสื้อที่สั่งซื้อจากแฟนเพจนึง ราคาสบายกระเป๋า ลวดลายก็อยู่ในขั้นโอเคซิกกาแรต

ในเมื่อทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ถึงก่อนถึงวันงานก็จัดการพาตูดเหี่ยวๆตัวเองนั่งรถไปถึงกทม.ในตอนเช้าของวันที่ 12 กุมภา ช่วงกลางวันไม่มีห่านอะไรทำเลย พาตัวเองไปย้อนอายุสมัยยังเด็กไปเที่ยวท้องฟ้าจำลอง ก่อนบ่ายสามจะนั่ง BTS ไปลงสถานีแบริ่ง เดินสับตีนหนีแดดร้อนๆในเมืองกรุงถึง Center Piont Studio ที่อยู่ห่างไม่ไกลกันนัก ประมาณ 10 นาที

ไปถึงชะโงกหน้ามองหาคอร็อคทั้งหลายว่ามากันรึยัง จากสายตาคร่าวนับได้ไม่ถึง 10 คน จากนั้นผมเดินลึกเข้าไปข้างในยืนหลบแดดร้อนๆ หายเมื่อยซักพัก ท่านรปภ.ที่เคารพรักก็เดินมาถามผมด้วยอาการเป็นห่วงในความปลอดภัยที่นี้ทันทีว่า “พี่มาทำอะไรครับ”

“แหม แต่งตัวแบบนี้ กูมาขายเต้าฮวยมั่งครับ” ผมคิดในใจ ก่อนจะตอบออกไปว่า “มาดูคอนเสิร์ตครับ”

“มาดูคอนเสิร์ตเดี๋ยวเชิญรอด้านนอกเลยนะครับ ตรงนี้เขาไม่ให้รอ” รปภ.พยายามจะเชิญผมหนีจากตรงนั้น

ผมเดินหนีแบบเซ็งนิดๆ ในอารมณ์ไม่เข้าใจตุ่มว่า กะอีแค่กูยืนรอตรงนี้มันจะเป็นไรไป กูไม่ได้มาวางระเบิดซักหน่อย แถมที่ที่จะให้กูไปรอเสือกแดดไม่มีร่มอีกบ่ายสี่โมงโดนรปภ.ไล่หนี เลยมานั่งหาอะไรเย็นๆดื่มแถวมินิมาร์ทปั้มตราหอยหน้าปากซอยลาซาล หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ฉิบหายแล้ว แบตจะหมด ว่าแล้วก็ไปขอชาร์จกับพนักงานมินิมาร์ท เดี๋ยวจะไม่มีอะไรถ่ายรูปในงานคอนเสิร์ต

ผมบอก “ขอชาร์จ 40 นาที คิดเท่าไหร่เดี๋ยวจ่ายเงินให้พี่ เอ๊ะ! หรือว่าที่นี้เขาไม่ให้ชาร์จแบตครับ” แคชเชียร์มินิมาร์ทบอก “ธุรกิจเป็นเงินเป็นทองค่ะ”
“โอเคครับ เดี๋ยวผมนั่งเล่นแถวนี้ อีก 40 นาทีจะกลับมาเอา” ในใจก็นึกแหม แค่นี้ทำเป็นขี้เหนียวเนอะ ไอ้เจ้าของปั้ม เดี๋ยวกูระเบิดทิ้งมันซะเลย ฮ่าๆๆ

ห้าโมงเย็นตะวันยังไม่ตก ชาวร็อคเริ่มทยอยมามากขึ้นกว่า 2 ชั่วโมงที่แล้ว ผมดินกลับมาที่จัดงานอีกรอบ ไปฝากกระเป๋า แลกเอาบัตรแข็ง ไปนั่งต่อแถวรอกับพวกโซนบี มีลุกไปเยี่ยวไปขี้บ้างช่วง พร้อมไล่เก็บบรรยากาศถ่ายรูปรอบๆงาน ซึ่งแถวนั้นก็มีจุดแลกบัตรแข็งคอนเสิร์ต แลกโปสเตอร์ ขายเสื้อทัวร์ของวง ขาย CD ของวง MeWithoutYou ซึ่งมาในฐานะวงเปิดครั้งนี้

ถัดไปอีกฝั่งจะมีจุดขายบัตรคอนเสิร์ต Sum 41 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมีนา มีจุดขายของกิน และที่ขาดไม่ได้เลยคือ เครื่องดื่มสีอำพัน เอาไว้บิ้วอารมณ์กันก่อนจะไปมันส์ในงาน

ประตูเปิด 1ทุ่มตรง ชาวร็อคเริ่มแห่กันมามากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีทั้งไทยและเทศ ที่สำคัญสาวๆชาวร็อคงานนี้มีเยอะกว่างานอื่นผิดปกติ พวกหล่อนจัดเต็มแบบมั่นใจ ทั้งสีผมจี๊ดหัวใจวาย กางเกง ลายเสื้อ รองเท้า ชนิดไม่ให้น้อยหน้า Hayley Williams กันเลย

เข้าข้างในสตูดิโอซักพัก ทีมงานเช็คเสียงเสร็จ วง MeWithoutYou ก็จัดการขึ้นเล่นกันทันที

สืบทราบจากเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันในงานบอกว่าวง MeWithoutYou เป็นแนวอะไรไม่รู้ อธิบายไม่ถูก แบบว่ามันผสมปนเปไปหมด ซึ่งพอเข้าไปชมจะๆ กับลีลาการเล่นสดพวกเขา ผมขอจัดไว้ในโหมดอัลเทอร์เนทีฟก็แล้วกัน ลีลานักร้องนำ MeWithoutYou ถือว่าโดดเด่นเหลือหลายครับ แอคชั่นแกเยอะจริงๆ ไม่ว่าจะเล่นเพลงไหน และที่แทบจะถูกใจกันทุกคนคือ ลีลาการหวดกลองของทางวง ที่แทบจะทะลุจนหนังกลองขาดกันเลย

สองทุ่มครึ่งเลยมานิดๆ ก็ได้เวลาที่ทุกคนรอคอย กับการโชว์คอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของ Paramore ทางวงเริ่มเปิดความมันส์ด้วยการจัดซิงเกิ้ลอัลบั้มใหม่ล่าสุด ซึ่งปล่อยเอ็มวีไปหมาดๆในวันที่มาเล่นกันพอดี กับเพลง “Now” จังหวะลูกเล่นเพลงต้องบอกว่ามันส์เอาเรื่อง โดยเฉพาะท่อนฮุกที่น่าจะฮิตติดลมบนในอนาคต ร้องตามกันได้ไม่ยาก

ตามกันมาติดๆแบบไม่ยั้งกับเพลงฮิตที่แฟนๆร้องตามได้สบายอย่าง That’s What You Get, Born For This และ For A Pessimist I’m Pretty Optimistic อีกสองเพลงที่ไปทัวร์ไหน เป็นต้องจัดหนักกันตลอด Decode อีกเพลงที่ทุกคนรอคอยและร้องตามกันจนสนั่นฮอลล์ และค่อยมาปรับโทนอารมณ์แบบซอฟท์ๆซักนิดกับ Renegade, Pressure และ Careful สองเพลงอัดกันต่อแบบไม่ให้หายใจหายคอ หลังจากนั้น Hayley Williams ก็มาปรับอารมณ์คนดูให้ได้พักกันบ้างกับการโชว์พลังเสียงที่ต้องบอกว่าดีโคตรๆกับสองเพลง  In The Mourning และ The Only Exception พอได้หายเหนื่อยก็ซัดกันมันส์ๆกับเพลงที่ผมรอคอยอย่าง Let The Flames Begin ก่อนจะมีมาเล่นกับคนดูในจังหวะโยกคึกคักอย่าง Fences มาแบบเรียงเรียงๆ กับ Looking Up พอเสร็จปั๊บ ก็ต่อที่สองแทร็คฮิตจากอัลบั้ม Brand New Eyes ทั้ง Ignorance และ Brick By Boring Brick โดยมีคั้นกลางระหว่างสองเพลงนี้อย่าง Monster ซาวแทร็คจากหนังดัง Transformers 3 และสุดท้ายท้ายสุดปิดคอนเสิร์ตตัวเองด้วยเพลง Hello Cold World และ Misery Business โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายนิจัดเต็มอัตราศึกกันแทบถล่มฮอลล์  แถม Hayley Williams ยังเชิญแฟนเพลงเป็นสาวต่างชาติขึ้นไปร้องแจมกันอีกด้วย

ในส่วนของมือกลองและมือกีตาร์ที่มาเล่นแบ็คอัพแทนสองพี่น้องตระกูล Farro อย่าง Zac กับ Josh นั้น ถือว่าสอบผ่านกันอย่างสบาย โดยเฉพาะมือกลองถือหวดกระหน่ำกันมันส์สะใจ ไม่แพ้มือกลองวง MeWithoutYou ที่ขึ้นเล่นก่อนหน้านี้กันเลย

สมาชิกหลักของวงทั้งสามคน Hayley Williams จัดเต็มทุกชอตทุกดอก เธอใส่แบบเต็มแม็กทุกเพลงทั้งเสียงร้องและลีลา ชนิดที่ว่าใครไม่ปรบมือ มึงสมควรโดนเครื่องประหารหัวสุนัขของท่านเปาตัดทิ้งได้เลย ส่วน Jeremy Davis มือเบสของวงก็ไม่พลาดที่จะตีลังกาโชว์ลีลาระหว่างเล่นเบสให้คนดูได้ลุกฮืออย่างตื่นเต้น อีกคนไอ้หนุ่ม Taylor York มือกีตาร์ สมาชิกที่อายุน้อยในวงก็ น่าชื่นชมไม่แพ้กัน เพราะทั้งเล่นกีตาร์ และมีแว่บไปหวดกลองชุดที่เอามาตั้งข้างๆ เพื่อเพิ่มอัตราความมันส์ในการแสดง จนกลองแทบจะพัง น่าเสียดายที่ตากล้องในงานไม่จับภาพตอน Taylor York กำลังหวดกลองอยู่ ทั้งๆที่หารู้มั้ยว่าช่วงนั้น Taylor York เขาโชว์กันอย่างเต็มที่ จนตอนท้ายผมรู้สึกว่า Taylor York จะมีโมโหด้วยนะ อารมณ์ประมาณว่า “กูหวดแทบตาย มึงไม่ถ่ายกูเลยนะ ไอ้แสรดดด” เพราะสังเกตได้จากตอนทิ้งไม้กลองด้วยอารมณ์มันส์ๆปนโมโห

สิ่งที่น่าเสียดายนอกจากการแพนกล้องผิดจังหวะระหว่างโชว์แล้ว อีกอย่างที่น่าเสียดายไม่แพ้กันคือ การขาดเพลงฮิตไปหลายเพลงเลยครับที่เล่นกันไม่หมด อาจจะด้วยเวลาที่จำกัดของทางวงกันด้วยแหละ แต่ก็นะ ผมก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่ ก็ดูซิครับ เพลงที่ขาดไปนั้น มันไฮไลต์ในฝันผมชัดๆทั้ง Hallelujah, When It Rains, We Are Broken, Crushcrushcrush, Emergency, Here We Go Again, My Heart, Decoy, I Caught Myself, Adore, Playing God และ All I Wanted แถมถ้ามี Cover “My Hero” งานของ Foo Fighters จะแจ่มไปเลยมากๆ ซึ่งหวังว่าไอ้ที่พูดไปคงไม่เยอะ สำหรับแฟนเพลงเดนตายคนนึงนะครับ ว่าแต่ว่าคราวหน้าจะมีโอกาสมาแก้ตัวอีกรอบที่เมืองไทยมั้ยล่ะ “Paramore”

ปล.หลังจบคอนเสิร์ต ได้ข่าวว่ามีพวกคอยขายตั๋วผีหน้างานมาตัดกำลังให้ผู้จัด และที่น่าเสียใจไปกว่านั้นคือมีหลายคนดันไปสนับสนุนพวกมันอีกด้วย ซึ่งก็ได้แต่หวังว่างานต่อๆ ไป ขาร็อคตัวจริงคงไม่ไปอุดหนุนพวกเดนสังคมแบบนี้กันนะครับ เพราะไม่อย่างงั้น คอนเสิร์ตร็อคดีๆแบบนี้ คงจะมีให้ดูกันน้อยลง วงไหนมาก็คงเข้าทำนอง เจอกันครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายเป็นอันเลิก ซึ่งก็เหมือนๆอย่างที่ผู้จัด ได้ถ้อยแถลงการณ์ไว้ในเพจ Rock Entertainment กับแฟนเพลง Paramore ได้รับทราบกันทั้งไปบางนั้นแหละ

ฝากความคิดเห็น ...