Select Page

Author: chaharmo

เราจะข้ามฟ้ามา…#เชียงใหม่ไปฉางซา8

8. นกบางชนิด ต้องบินเป็นคู่ หากเปรียบข้าพเจ้าเป็นนก ข้าพเจ้าคง….วันนี้ฝนตก วันนี้ฝนตก จากพยากรณ์อากาศที่ดูกันไว้ก่อนมาว่าฉางซาฝนจะตกแทบทุกวัน แต่ผ่านมาหลายวันก็ไร้วี่แววของฝนมีแต่ความร้อนเป็นส่วนใหญ่แต่แล้วเช้าวันสุดท้ายฝนก็โปรยปรายลงมา เราเดินหาอาหารและหาซื้อของฝากกันนิดหน่อย ซึ่งก็คงไม่พ้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท้องถิ่นที่เราเห็นร้านขายเหล้าพวกนี้กระจายอยู่ทั่วไปมาก็หลายวันแล้ว แต่ก็ไม่รู้อีกว่าไหไหนโอ่งไหนรสชาติมันเป็นยังไง อันไหนเรียกว่าอร่อย การปรึกษาเจ้าถิ่นน่าจะดี เลยเลือกให้เธอถามสาวๆ เจ้าของโฮสเทลที่เราพักนั่นล่ะ ว่าเหล้าที่ขายๆ กันนี่ อันไหนจัดว่าเด็ดสุด   ปรากฎคำตอบที่ได้คือ ร้านที่ขายเหล้าในไหใหญ่ๆ พวกนั้นถือว่าธรรมดาไป เดี๋ยวแนะนำของเด็ดเฉพาะของที่นี่ แกก็ชี้นิ้วบอกทางให้เดินไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา มองหาธง อะไรสักอย่างแล้วจะเจอร้านอาหารร้านหนึ่งให้เดินเข้าไปในร้านแล้วไปถามเค้าเลย ว่าขอแบ่งซื้อเหล้าที่ทางร้านอาหารนี้ผลิตเองเป็นเหล้ากีวี่   เราก็เดินคลำทางกันไปกว่าจะเจอร้านดังกล่าวก็นานอยู่  เดินเข้าไปแย๊บคุยลุงเจ้าของร้านว่าเราได้รับคำแนะนำมาอย่างนั้นอย่างนี้ แกก็ทำท่าทางไม่ไว้ใจเหมือนมาโดนล่อซื้อยา จนสักพักแกก็เดินออกนอกร้านหายไปครู่ใหญ่ กลับมาพร้อมขวดแกลลอนบรรจุเหล้ากีวี่ที่ว่า การซื้อขายให้อารมณ์เหมือนซื้อสะเอียบจากสุดสะแนนสมัยก่อนเลย ได้เหล้ามาแล้วตอนแรกกะจะเอาไปกรอกขวดแสงโสมฝากเพื่อนๆ ที่บ้านก็ดูจะเสียชาติที่มาถึงจีน เลยต้องไปจัดหาแพ็คเกจหน่อยเดินหาซื้อน้ำเต้ากันอีก คิดว่าบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามน่าจะทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น   นอกจากเหล้าแล้วก็ควรจะมีอย่างอื่นบ้างให้ลูกเด็กเล็กแดงกินบ้าง ก็คงไม่พ้นขนมถั่วที่เขาตีๆ ทุบๆ ตัดใส่ถุงขายกันอยู่ทั่วไป   เราเช็คเอาท์ร่ำลาจากถ่ายรูปกับสาวๆ ที่โฮสเทลและไม่ลืมแวะไปร้านกาแฟของเพื่อนใหม่พูดคุยกันนิดหน่อยก่อนมาหาแท็กซี่ให้ไปส่งท่ารถ ฝนโปรยหนาเม็ดขึ้นเราถึงท่ารถก่อนเวลามองหาว่ามันต้องไปซื้อตั๋วอะไรตรงไหนและรีบจัดการให้ทันเวลาที่คำนวณไว้   สถานีขนส่งคล้ายๆ ที่รอรถของนครชัยแอร์ คือ เป็นตัวอาคารที่มีประตูให้เดินผ่านออกเป็นช่องๆ ด้านบนประตูจะมีป้ายไฟบอกว่าขณะนั้น รถคันนั้นจะเดินทางไปที่ไหน เรานั่งมองชานชาลาที่ 1 ยังไม่ใช่ฉางซาของเรานั่งแกร่วรอกันต่อไป รอไปจนใกล้เวลาที่รถของเราจะออกก็ยังไม่มีใครเรียกเลยเดินไปถามพนักงานหน้ามู่ตู้ ก็ได้คำตอบว่ายังไม่มาให้นั่งรอไปก่อน กลับมารอๆ จนเวลามันเลยมาจะชั่วโมงแล้ว คันอื่นเค้าก็ออกไปกันหมดแล้ว จางเจี่ยเจี้ย นี่ไปกันไม่รู้กี่คันละ แล้วฉางซาทำไมไม่มาสักที ก็เดินไปถามอีกก็โดนไล่ให้กลับมานั่งอีกบอกว่ารถมันเลท ใจเราเริ่มแป้วๆ เพราะกลัวทุกอย่างจะเลทกันหมดแล้วเราจะไม่ทันเช็คอินเครื่องบิน จนเวลาเลยไปทั้งสิ้นชั่วโมงกว่า รถไปฉางซาถึงเดินทางมารีบวิ่งขึ้นรถและภาวนาขอให้มันรีบๆ ไปให้มันถึงๆ สักที ระหว่างทางจากเฟิ่งหวงไปตัวฉางซาฝนโปรยปรายไม่หยุด   ความวุ่นวายยังไม่จบ เมื่อรถเริ่มเข้าตัวเมืองฉางซาเจ้าหน้าที่บนรถที่มายืนพูดๆ อะไรก็ไม่รู้มากมายก็เริ่มขายของขายแพ็คเกจนั่นนี่ก่อนสุดท้ายจะมาบอกว่ารถคันที่เรานั่งมานั้น มันจะไม่ไปจอดในที่ที่มันควรจะจอด คือ จะไปจอดอีกที่หนึ่ง ซึ่งเราก็งงกันสิว่าแล้วเราจะนั่งรถอะไรต่อไปให้ถึงสนามบิน พอลงรถได้ก็ถามคนแถวนั้น เขาบอกว่าแถวนี้มันมีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ให้นั่งรถจากนี่ไปลงสถานีอะไรอีกที่หนึ่งแล้วจะมีรถไฟฟ้าแบบแอร์พอร์ตลิงค์วิ่งตรงเข้าสนามบินเลยแต่ประเด็นคือ ตอนนั้นเวลาจะทุ่มแล้วละไอ้รถที่ไปสนามบินมีถึงแค่ 2 ทุ่ม ก็เลยไม่รู้ว่าทั้งหมดทั้งมวลมันจะทันไหมเพื่อจะไปเช็คอิน 3 ทุ่มเพราะเครื่องบินเราออก 5 ทุ่ม   หลังลงรถยังสถานีที่ว่าแล้วซึ่งก็คือสถานีอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ ก็วิ่งตาเหลือกมองหาทางไปสนามบินป้ายก็ดันเขียนว่า สนามบินฮวงหัว เราก็เอาแล้วไง ไอ้เมืองนี้มันมีกี่สนามบินกันนะ...

Read More

เราจะข้ามฟ้ามา…#เชียงใหม่ไปฉางซา7

7. แม่น้ำสายน้อยไหลเคลื่อนไป แต่เงาดวงดาวในน้ำนั้นไม่ได้ตามไปด้วย เราย้ายที่พักจากห้องพักริมน้ำไปที่โฮสเทลชื่อ He Fong Youth Hostel ที่มีแมว “ถัง ควัน” มาเชิญชวนเราไว้ ที่ใหม่ห้องใหญ่กว้างขวางดี บรรยากาศดูเป็นกันเองมี 3-4 ชั้น ชั้นล่ะ 2-3 ห้อง มีพื้นที่ส่วนกลางให้นั่งเล่น มีเกมให้เล่น มีหนังสือให้อ่าน แล้วก็มีคนเดินสูบบุหรี่กันได้ภายในจ่ายตังค์เซ็นนั่นนี่เสร็จ ก็ออกมานั่งรอเหมือนห้องนั่งเล่นด้านหน้า มีทีมเจ้าของนั่งอยู่ 2 คน มองหาแมวหายไปไหนละไม่รู้ เธอไปนั่งคุยกับ 2 สาว ฉันนั่งคุยกับอากาศ มองไปมองมาเห็นมีเบียร์วางอยู่หลายขวดแสดงว่าที่นี่น่าจะมีปาร์ตี้ได้ มีกีตาร์วางอยู่ตัวหนึ่ง ฉันหยิบมาเล่น ก็เล่นๆ เพลงที่คุ้นเคย 2 สาวเจ้าของเกสต์เฮาส์ตื่นเต้นกันมาทันทีมานั่งล้อมวงตั้งใจฟังและถ่ายรูปเอาจริงเอาจัง กรี๊ดกร๊าดอะไรกันก็ไม่รู้ ฉันฉุกคิดขึ้นมาว่าใกล้ๆ ที่พักนี้มี live house อยู่ที่หนึ่งนี่นาที่เดินผ่านแล้วเอะใจกับชื่อแปลกๆ “the Future in Valley”เลยถาม 2 สาว เธอทั้งคู่ยิ้มกว้างแล้วบอกว่าคืนนี้จะพาไปเที่ยวนะ แล้วจะบอกเจ้าของร้านว่าให้ฉันขึ้นไปแจมได้เลย … ว้าว … สุดท้ายก็ได้เล่นดนตรีที่นี่แฮะ เราเดินเล่นเตร็ดเตร่หาอาหารเหมือนเช่นเคย เมืองมันก็มีอยู่เท่านี้ ในตัวเมืองที่เดินๆ กันตั้งแต่หน้าเมืองถึงท้ายเมือง ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากร้านค้าก็เหมือนๆ เดิม แต่ด้วยความที่เราอยู่ที่นี่มา 4  วัน จนเอาไปเอามาเริ่มจะคุ้นหน้ากับผู้คนแถวๆ นั้นบ้างแล้ว เค้าคงงงว่าไอ้นักท่องเที่ยว 2 คนนี้มันมาอยู่แถวนี้ทำไมนาน เราเดินเข้าซอยเล็กซอยน้อยบ้างแทนที่จะไปยังแหล่งนักท่องเที่ยวบริเวณริมแม่น้ำ ก็พบว่าแถวนี้มีมุมสงบให้เดิน ให้นั่ง ให้ยืนมองเยอะกว่าแถวๆ ริมแม่น้ำ ตรงนี้ยังมีของประดับเล็กๆ น้อยๆ ราคาถูก มีอาหารเครื่องดื่มที่ไม่เกร่อเหมือนโซนนั้น มีอาม่า อาอี๊ นั่งขายของ มีร้านเล็กๆ น่ารักเก๋ๆ ของวัยรุ่นเปิดเรียงรายอยู่ มีร้านน้ำหอม มีร้านดอกไม้ มีร้านขายเหล้าขายน้ำเต้า เดินเล่นรอเวลาจนค่ำๆ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีก็ถึงไลฟ์เฮ้าส์ เจ้าของโฮสเทลแนะนำเราให้กับที่นี่แล้ว ผู้คนยังบางตาเพราะยังหัวค่ำอยู่ เราสั่งเบียร์มาดื่มกิน ปล่อยหน้าที่พูดคุยสื่อสารเป็นของเธอไป ฉันนั่งมองบรรยากาศ ฟังเพลงที่ร้านเปิดอยู่สักพักก่อนจะขึ้นไปเล่นดนตรี เช่นเคย...

Read More

เราจะข้ามฟ้ามา…#เชียงใหม่ไปฉางซา 6

6. สิ่งที่สำคัญคือ ท่านจะอยู่กับความรู้สึกนั้นได้นานเท่าไหร่กัน เช้าวันใหม่ที่เฟิ่งหวงตื่นกันมาแบบไม่เร่งรีบ เพราะเรายังมีเวลาอยู่ที่จีนอีก 4 วันโดยที่ไม่เหลือแผนอะไรแล้ว เปิดม่านหน้าต่างดูบรรยากาศยามเช้าของเฟิ่งหวง ช่างแตกต่างกับเมื่อคืนอย่างเหลือเกิน แม้นักท่องเที่ยวจะหนาตาแต่ก็ดูสงบกว่าคงเพราะไร้เสียงเพลงจากผับบาร์ ผู้คนออกมาเดินเล่นกันริมแม่น้ำแต่เช้า บนแม่น้ำมีเรือพายนำนักท่องเที่ยวชมทิวทัศน์สองฟากฝั่ง เราเดินสวนทางกับที่เราเดินเล่นเมื่อคืน เดินลงไปทางทิศใต้มองหาจุดที่จะทานมื้อแรกและตั้งใจจะเดินเท้าเที่ยวไปตามจุดสำคัญๆ ที่ปรากฏบนแผนที่ ที่ได้รับมา เดินงมๆ ไปเลี้ยวนั่นเลี้ยวนี่แล้วพบว่าบริเวณเมืองเก่าเฟิงหวงนี้มีพื้นที่กว้างขวางให้เดินเยอะมากๆ แต่ร้านรวงที่เปิดขายกันอยู่แลดูจะหน้าตาเหมือนกันหมดนั่นคือ ร้านขนมคล้ายถั่วตัด ร้านขายกลองเจมเบ้และร้านอาหาร เดินไปๆ ก็จะเจอร้านแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ทั่วบริเวณ สองข้างทางเดินก็จะมีป้าๆ น้าๆ มาเชิญชวนให้ถักเปียผมด้วยเชือกสีๆ แลดูน่าจะเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของเมืองนี้สนนราคาเส้นละ 1 หยวนหรือ 5 บาทเท่านั้นถ้าผมฉันยังยาวๆ อยู่นี่คงถักไปแล้ว บ้างก็มีเชิญชวนให้เช่าชุดพื้นเมืองสวมใส่ถ่ายภาพ พิมพ์รูปเดี๋ยวนั้นเลยซึ่งดูน่าจะเป็นชุดเผ่าเดียวกับที่จางเจี่ยเจี้ยซึ่งน่าจะเป็นชนเผ่าม้ง บางทีก็มีตากล้องหนุ่มมาชวนเหล่าผู้ชายให้เช่าสวมชุดคล้ายๆ นายพราน มีหมวกติดขนนกและถือปืนเก๊กท่า เราเดินๆ ไปเจอร้านหนึ่งท่าทางไม่แพงหน้าตาอาหารก็น่าสนใจเลยแวะกินกัน ในร้านประดับไปด้วยธงชาติจีน ยืนยันว่าเราอยู่จีนจริงๆ สั่งหมี่น้ำชาม แห้งชาม ของฉันเป็นหมี่น้ำเห็ดหูหนู เกิดมาเพิ่งเคยกินเห็ดหูหนูเยอะสุดรวดเดียวก็วันนี้ ด้วยความที่เฟิ่งหวงก็มีบริเวณอยู่ประมาณนี้ เดิน 2-3 รอบก็จะพอเดาทางได้เราเดินๆ เบื่อก็กลับที่พัก เบื่อๆ ก็ออกกันมาอีก เจอร้าน Yingzi บรรยากาศดีอยู่ริมแม่น้ำ มีเมนูหน้าตาดีมาบนแท็บเล็ต เดาว่าวันนี้น่าจะได้กินกาแฟที่รสชาติคุ้นเคยเหมือนที่ไทย ชี้นิ้วสั่งอะไรไปไม่รู้มีวิปครีม ได้กาแฟกลับมาหน้าตาดีมากแต่รสชาติก็จืดชืดเช่นเคย แถมมีเหล้าใส่มาในกาแฟด้วย กูสั่งอะไรไปเนี่ย บรรยากาศที่นี่คนจะหนาแน่นถ้าเป็นวันหยุด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ พอเป็นวันธรรมดาผู้คนก็จะบางตาลงไป คนจะมารวมตัวกันหนาแน่นก็ช่วงเย็นๆบริเวณริมแม่น้ำ ทางข้ามแม่น้ำก็จะมีทั้งสะพานเล็กสะพานใหญ่ บางจุดก็มีเหมือนเสาหินให้เดินข้ามวัดความกล้า ชอบบรรยากาศของเมืองนี้ตรงที่เวลาเปลี่ยนไปในช่วงวัน ก็เหมือนกับบรรยากาศเมืองมันเปลี่ยนตาม เช้าตรู่เป็นอีกแบบกลางวันเป็นอีกแบบตกเย็นก็กลายเป็นอีกอย่าง สีท้องฟ้า แสงแดดยามเย็นกระทบน้ำถูกชะตากับฉันมาก ก่อนที่เมื่อฟ้ามืดสนิท LED ก็จะทำหน้าที่ของมัน กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามหน้าที่ของแต่ล่ะคน ชาวบ้านร้านค้าก็ทำหน้าที่ไป นักท่องเที่ยวก็มีหน้าที่ท่องเที่ยวผ่อนคลายตัวเองไป เหมือนๆ กัน ทุกอย่างดำเนินไป ต่างเพียงบทบาทตามสถานที่และเวลา ตกค่ำ เมืองก็คึกคักไปอีกแบบ แลดูคล้ายถนนคนเดิน ด้านหน้าเมืองที่มีนกฟีนิกซ์ยักษ์และมีอาคารเก่าใหญ่ๆ ไฟสีขาวๆ จะมีการฉายหนังให้คนมานั่งชม บ้างก็มารวมตัวกันแอโรบิค ครั้นเริ่มดึกผู้คนบางตาก็จะมีคนเก็บขยะออกมาเดินเก็บเศษขยะ ขวดพลาสติกและอื่นๆ ไปขาย เหมือนดั่งเช่นหลายๆ เมืองทั่วโลก ยามเช้าที่เฟิ่งหวง หาของกินได้ไม่ยากเลย เดินๆ ไปไม่ถึง 100 ก้าวก็จะมีของให้เลือกกินทั้งของกินเล่นกินจริง...

Read More

เราจะข้ามฟ้ามา…#เชียงใหม่ไปฉางซา 5

5. น้ำในสระนั้น คงดีใจไม่น้อยยามสายฝนเดินทางมาหา <– นี่คือชื่อตอนอีกแล้ว สระมีไหนกัน สายฝนก็ไม่มีที่คาดเดาไว้ผิดหมดน่ะ (สำหรับท่านที่เพิ่งเคยอ่าน ชื่อตอนเหล่านี้ถูกตั้งเอาไว้ก่อนออกเดินทางด้วยข้อมูลที่มีอยู่ก่อนว่าเมื่อมาถึงจีนแล้วน่าจะเจออะไรบ้าง สุดท้ายก็ไม่ได้เจออย่างที่คาด) ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน สำหรับวันนี้เรารอเดินทางไปเฟิ่งหวงตอนเกือบบ่ายสอง ช่วงสายเช็คเอาท์ออกจากที่พักเดินเตาะแตะผ่านวงเวียนข้ามสะพานเข้าเมืองและแวะหาอาหาร เสร็จจากอาหารก็ไปแวะร้านกาแฟที่ก็จืดสนิทอีกเช่นเคย มันเป็นอะไรกับกาแฟกันนะทำให้ขมหน่อยไม่ได้เหรอ เราเดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ผ่านซอยเล็กซอยน้อยจะว่าซับซ้อนก็ไม่เชิง ถึงไม่เคยเดินแต่เดาได้ว่ามันน่าจะไปทางไหน แดดร้อนใช้ได้ มาถึงก็นั่งรอรถท่ามกลางคนจีนยิ่งร้อนไปกันใหญ่ จนขึ้นรถมาเจอแอร์นั่นแหล่ะค่อยยังชั่วระยะเวลา 5 ชม. กับเส้นทางบนที่สูงลอดอุโมงค์ สะพานยาวๆ มีฝนตกบ้างบางจุด มีจอดบ้างบางขณะ จนหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงพนักงานประจำรถก็เริ่มคว้าไมค์มาขายของ ซึ่งขายทั้งแพ็คเกจทัวร์ แจกตารางรถ สักพักคว้าถุงหมูอบซอสอะไรสักอย่างมาขายเฉย เดินเอาให้ทุกคนชิมคนล่ะชิ้นสักพักหยิบมาขายเป็นเรื่องเป็นราว เออ ขายดีด้วย… รถมาถึงเฟิ่งหวงเย็นมากแล้ว งงๆ กันว่าจะไปทางไหนต่อดี รู้แต่ว่าถึงเฟิ่งหวงแล้ว ตามเสาไฟกิ่งข้างถนนจะมีป้ายกลมๆ และเป็นตรารูปนกฟีนิกซ์อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ เดินลงไปตามทางที่คิดว่าจะเข้าเมืองแวะถามอาม่ากับอาอี๊ 2 ท่านจับใจความได้ว่า เดินไปตามทางนี้ละไปขึ้นรถสาย 1 ตรงป้าย เดินกันไปสัก 300 เมตร เจอป้ายรถ แต่ป้ายมีทั้ง 2 ฝั่งเลย ไม่รู้ว่าฝั่งไหนพยายามจะอ่านรายละเอียดก็อ่านไม่ค่อยออกตัดสินใจว่า เดินๆ ไปนี่ล่ะน่าจะถึง เดินไปก็ถามทางไป เค้าก็บอกว่าตรงไปจนสุดเจอแยกให้เลี้ยวซ้ายละตรงไปอีก โอเค ไปกันต่อระยะทางไม่ใช่อุปสรรคมากมายแต่กระเป๋าที่แบกมันหนัก เราเดินผิดๆ ถูกๆ ถามทางมาเป็นระยะ เรื่อยๆ จนอยู่ดีๆ ก็มาเจอจุดที่เหมือนเป็นลานกว้างๆ มีกำแพงเมืองเก่าๆ มีนกฟีนิกซ์ยักษ์ตั้งอยู่ เดาเอาก็ได้ว่าน่าจะมาถึงแล้ว ตรงนี้น่าจะเป็นบริเวณเมืองเก่าเฟิ่งหวง เราก็เดินงมกันต่อตรงที่เล็งแล้วว่าน่าจะเป็นทางเข้าสู่ใจกลางเมืองเก่า ก็ใช่จริงๆ เดินไปตามตรอกเล็กๆ พยายามเลาะเข้าซอยที่มันเลี้ยวไปทางซ้ายเรื่อยๆ ก็เริ่มเจอร้านรวงและแหล่งชุมชนซึ่งสิ่งก่อสร้างก็แลดูโบราณผสมผสานการซ่อมแซมใหม่บ้าง แต่ร้านที่เห็นส่วนใหญ่คือของกินและมีขนมประเภทหนึ่งที่มีคนมายืนแสดงกระบวนการผลิตอยู่ด้านหน้าร้าน ทุบๆ ตีๆ ถั่วกับน้ำตาลเคี่ยว ร้านอีกประเภทหนึ่งที่เห็นได้ชัดตั้งแต่เดินเข้ามาเจอคือร้านขายเครื่องดนตรีกลองชนิดหนึ่งซึ่งคล้ายกับที่เจอที่จางเจี่ยเจี้ยคือ กลองอัฟริกันหรือกลองเจมเบ้ แต่ที่นี่มีเยอะกว่ามากๆ ทุก 50 เมตรจะเจออีกแล้ว เราก็เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ เพราะยังไม่มีที่พักกันเลย เดินเข้ามาถึงริมแม่น้ำ ซึ่งตะลึงมากกับความใหญ่โตคือ สองฟากฝั่งมีแต่สิ่งก่อสร้างโบราณเรียงรายแต่มีแสง LED กระจายเต็มไปทั่วเสียงเพลงอึกทึก นึกว่าอยู่นิมมานฯ ผู้คนก็มากมาย อะไรกันวะเนี่ย เดินแทรกตัวเข้าซอยเล็กๆ ก็มาเจอกับตึกแถวที่ทำตัวเป็นห้องพักเรียงรายกันให้เลือกเข้าพัก เราก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้วก็สุ่มๆ เอาที่ราคาไม่สูงไว้เป็นพอเป็นห้องพักที่ระเบียงห้องมองเห็นแม่น้ำ...

Read More

เราจะข้ามฟ้ามา…#เชียงใหม่ไปฉางซา4

ข้าพเจ้ายินดีเมามายไปกับสุราแปลกหน้าและบทเพลงที่ไม่รู้ความหมายโดยไม่คลางแคลงใจ <– นี่คือชื่อตอนที่เริ่มดูใกล้เคียงความจริงที่เกิดขึ้น เริ่มวันด้วยอาหารมื้อแรกก่อนออกเดินทาง สายเหมือนเช่นเมื่อวาน จากเมื่อวานที่เราเสียค่ากระเช้าทั้งไปทั้งกลับจึงคิดว่าวันนี้เราจะเที่ยวจางเจี่ยเจี้ยกันด้านล่างซึ่งแว่วๆ มาว่ามีอุทยานแบบเดินป่าอยู่ เรานั่งรถจากทางเข้า ไปลงยังสถานีรถบัสจุดทางขึ้นลิฟท์ แล้วเราเริ่มหาเส้นทางจะไปกันต่อ ว่าเราจะไปเดินสวนพฤกษศาสตร์จางเจียเจี้ย ตรงไหนดี เจอเจ้าหน้าที่ 2 คน เธอเดินไปถาม ไม่ได้คำตอบอะไรที่ชัดเจน ที่ชัดเจนก็คือ ภาพเดิมๆ ของคนจีนที่แลดูมันจะรำคาญทุกสิ่งในโลกแม้แต่จมูกตัวเอง เราเดินไปเดินมาหลบแสงแดดกันสักพัก จนเจอเจ้าหน้าที่หนุ่มอีกคนที่แลดูเป็นมิตร พ่อหนุ่มแนะนำให้เรานั่งรถไปลงอีกจุดจอดด้านหน้า พร้อมชี้ว่าให้ขึ้นรถคันไหน ไปลงแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ มันจะมีทางให้เดินก็เดินไปเรื่อย ก็เป็นไปตามเจ้าหน้าที่ท่านนั้นบอกมา รถพาเรามายังจุดจอด มีผู้คนบ้างประปราย มีป้ายหินใหญ่ๆ มองผ่านเข้าไปเห็นก้อนหินใหญ่น้อย เรียงรายและแลดูจะเป็นลำธารหรือน้ำตกอะไรสักอย่างบรรยากาศคล้ายๆ น้ำตกห้วยแก้วเหมือนกันแฮะ แต่ไม่ได้เป็นน้ำตกที่สูงอะไรขนาดนั้น เหมือนลำธารไหลผ่านโขดหินมากกว่า มีเส้นทางให้เราเดิน มีแผนที่รางๆ โอเคเดินกันไปตามนี้ละกัน สอบถามว่าระยะทางทั้งหมด 2-3 กิโลใช้เวลาเดินสัก 4 ชั่วโมง เราก็ว่ามันนานขนาดนั้นเลยเหรอวะนั่น เอาเถอะเดินก็เดิน สบายๆ อากาศร้อน แดดเปรี้ยงแต่ก็ยังมีร่มเงาของต้นไม้ เดินๆ กันไปก็ยังงงๆ ว่า เอ…จำได้ว่ามันต้องซื้อตั๋วเข้าไม่ใช่เหรอ อุทยานอะไรนี่ ทำไมเราเดินเข้ามาเลยโดยไม่เจอด่านตรวจตั๋วอะไรสักอย่าง เส้นทางเดินลัดเลาะลำธารกว้างบ้างแคบบ้างแล้วแต่ช่วงที่แลดูน่าจะเป็นน้ำตกที่ลงมาจากเขาสูง เดินไปสักพักเราก็มองเห็นเหล่าภูเขาหินทรายซึ่งก็น่าจะเป็นลูกต่างๆที่เราเห็นเมื่อวานนั่นล่ะ แต่รอบนี้เป็นการมองเห็นเขาจากด้านล่าง เมื่อวานมองเขาจากด้านบน มองคนล่ะมุมก็เห็นเขาแตกต่าง ทั้งๆ ที่ก็เขาเดียวกัน เดินๆไปก็เห็นชาย 2 คนแบกเกี้ยวพาชายอีกคนนึงสวนกับเราไป ทำความเข้าใจได้ว่าที่นี่มีบริการ แบกเกี้ยวพาเดินชมบรรยากาศโดยที่คุณไม่ต้องเดินให้เมื่อยหลายชั่วโมง อืม ก็ดูเข้าใจได้แบบแปลกๆ อยู่ดี ว่าแต่มันแบกกันมาจากไหนทำไมมันแบกสวนทางกับเรา เดินเลยมาอีกหน่อยเห็นป้ายแจ้งบอกว่าจะมีชุมชนลิงอยู่แถวนี้นะ ถ่ายรูปได้เล่นได้ ส่วนใหญ่เชื่อง แล้วก็เจอจริงๆ ฝูงลิงมากมาย โดยเฉพาะลูกลิงน้อยเต็มไปหมดเลยน่าจะเป็นฤดูที่ลิงเกิดใหม่เยอะมาก ลูกลิงเกาะแม่แน่น แม่ก็กระโดดไปมาน่าเอ็นดูแลดูเชื่องจริงๆ นักท่องเที่ยวหลายคนก็หยุดเอาขนม อาหารมาล่อให้กินแล้วก็ถ่ายรูป ตามแผนที่ ก็จะมีแลนด์มาร์คเป็นพักๆ ชื่อจุดสำคัญก็จะออกแนวอลังการเช่นเคย นกยูงรำแพน นักพรตแสวงบุญอะไรพวกนั้นซึ่งก็เป็นชื่อของภูเขาหินทรายนั่นแหล่ะ ซึ่งหน้าตาก็เหมือนๆ กันหมด แต่ตรงนี้มีอยู่ใกล้ๆ กัน 3 ลูก ก็จะมีชื่อ แบบว่า 3 สาวน้อยชมจันทร์อะไรประมาณนั้น บางจุดลำธารขยายใหญ่กว้างขวางแลดูลึกไม่ใช่เล่น จนมีฝูงปลาว่ายทวนน้ำกันสนุกสนาน มีคนจีนพาครอบครัวลงไปเล่นน้ำกัน บางจุดที่สงบก็มีคุณลุงมานั่งตกปลา ตลอดเส้นทางเดิน ส่วนใหญ่จะเงียบสงบดี มีบางจุดที่ให้เรานั่งพักได้ก็จะมีห้องน้ำและมีอาหารขายซึ่งราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นควรเตรียมน้ำเตรียมขนมใส่เป้เข้ามาด้วยเลยจะดีกว่า...

Read More
  • 1
  • 2

ที่กิน

ที่พัก

ที่เที่ยว

ร้านค้าและบริการ

Like Us

Pin It on Pinterest