ตอนเด็กๆ เชื่อว่าหลายคนคงเจอคำถามคล้ายๆ กัน “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” หลายคนได้ทำตามความฝันจนสำเร็จและอีกหลายคนกำลังวิ่งไล่ตามความฝันอยู่ จะเกิดอะไรขึ้นหากความฝันของเราเป็นสิ่งที่คนรอบข้างมองว่าเป็นไปไม่ได้ เรากล้าพอที่จะทำตามความฝันต่อไปไหมหรือเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทาง…

หนุ่ม พรเทพ คือหนึ่งในบุคคลที่เชื่อมั่นและตามเดินความฝันของตัวเองตั้งแต่วัยรุ่น เริ่มจากการไปอาศัยอยู่ที่วัด บ้านญาติ บ้านเพื่อน ทำงานหลายอย่างและได้มีโอกาสไปคลุกคลีอยู่กับการถ่ายรูป จนค้นพบว่าตัวเองชอบถ่ายรูป วาดรูป ออกท่องเที่ยวด้วยพาหนะคู่ใจ จักรยานของเขานั่นเอง และยังเป็นนักเขียนฟรีแลนด์ให้กับรีวิวเชียงใหม่อีกด้วย ปัจจุบันเขาได้ทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างแล้วคือการเป็นครูสอนศิลปะเด็กๆ ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดลำปาง

“ทุกคนมีความฝัน ฝันแต่ละคนมีรสหวานต่างกัน แต่ไม่ใช่จะฝันหวานอยู่อย่างเดียว ให้กลายเป็นฝันที่ตื่นมาแล้วเลือนหายไป  ฝันแล้วต้องทำ ทำช้า ทำเร็ว ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนคนนั้น ผมเลือกทำช้า แต่ทำบ่อยๆ ทำสิ่งเล็กๆ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเติบโตตอนไหน แต่มันจะเติบโตของมันเอง ถ้าเราเชื่อในผลของการกระทำทุกคนสามารถเดินไปถึงปลายทางฝันได้แน่นอน” บทสัมภาษณ์บางช่วงจากพี่หนุ่ม พรเทพ

ชีวิตของ หนุ่ม พรเทพ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ เราไปเจาะลึกมาให้แล้ววว ตามมาๆ


เล่าชีวิตแต่ก่อนให้ฟังหน่อย

ผม
ชื่อพรเทพ จิตต์ผ่อง หรือหนุ่ม  ทำงานศิลปะ วาดภาพการ์ตูน และเป็นครูอาสาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง สอนศิลปะเด็กประถม 
เกิดที่สุพรรณบุรี แต่มาเติบโตเป็นวัยรุ่นที่กรุงเทพ 16 ปี และย้ายไปเป็นเซเลปที่อำเภอปายอีก 10ปี ส่วนเรื่องเรียนนี่ผมจบไม่เป็นท่าเลย (หัวเราะ) ไม่น่าสนใจหรอกครับ ต้องขอโทษที่ร่ำเรียนมาน้อย

ช่วงอายุยี่สิบต้นๆที่ออกมาอยู่เอง ก็ไปอาศัยอยู่วัด เป็นเด็กวัดปีกว่า บางช่วงก็ไปอาศัยตามบ้านเพื่อน ไปอยู่กับครอบครัวเขาเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเขาเลย (หัวเราะ)
และก่อนที่จะออกมาร่อนเร่ อาศัยตามที่ต่างๆ ก็เคยอยู่กับญาติทีย่านถนนพระราม4

ซึ่งทำธุรกิจถ่ายภาพและนำเข้ากล้องถ่ายรูปจากประเทศรัสเซีย ยี่ห้อ Zenite , Kive , Lomo , Lubitel  ผมก็ช่วยงานภายในร้าน เป็นพนักงานคนหนึ่งคอยดูแล บริการ พูดคุย และจำหน่ายกล้องให้กับลูกค้า ความรู้เรื่องการถ่ายภาพผมก็ได้มาจากที่นี่ล่ะ ตอนนั้นยังยุคฟิล์ม ลูกค้าเอารูปมาฝากล้าง ผมก็เป็นคนวิ่งเอาฟิล์มไปส่งแล๊ปในละแวก ทั้งสี ขาวดำ และสไลด์
อยู่ที่นี่ก็ถ่ายรูปอย่างเดียว ใช้กล้องทุกตัวในร้าน ฟิล์มก็ใช้ฟรี

ทางญาติเขาสนับสนุนอยากให้ศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพ พอถึงตอนนั้น ความสนใจผมก็ดันเปลี่ยนไปสนใจวาดรูป เริ่มเอาเกรยองมาฝึกวาด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าเรียนศิลปะ ความอยากของเรามันไปขัดกับเจตนารมณ์ของคนสนับสนุน ผมเลยออกไปอาศัยอยู่วัดหัวลำโพง ซึ่งใกล้ที่สุด ไม่กล้าไปไกลกว่านี้ ไปอาศัยนอนจนกลายเป้นเด็กวัดเต็มตัว

หน้าที่จากเดิมก็เปลี่ยน ไม่มีสมบัติสักชิ้น กล้องถ่ายรูปก็ไม่มี มีแต่เป้กับเสื้อผ้าไม่กี่ชุด เงินก็ไม่มี รันทดมากตอนนั้น แต่อยู่วัดก็สบาย ไม่ต้องเช่า มีข้าวกิน มีหน้าที่แค่ตอนเช้าตื่นเช้าหน่อย ไปหิ้วถังเดินตามหลวงพี่รับบาตร กลับมาหลวงพี่ก็แบ่งอาหาร กินกันไม่หมด มันเยอะ ปัจจัยหลวงพี่ก็แบ่งให้ใช้วันละ40-60 แล้วแต่บางวัน

ช่วงเวลาว่างผมก็จะนั่งรถเมล์เล่น ช่วงที่คนไม่พลุกพล่าน รถเมล์จะว่าง คือนั่งสุดสายเลย ทั้งรังสิต นนทบุรี ปากน้ำ ผมทำแบบนี้แทบจะประจำ
หลังๆผมเริ่มกังวลเรื่องหาเงิน ก็เลยไปหาสมัครงานตามร้านอาหารFastfood ดังๆ ย่านสยาม มาบุญครอง สีลม ทุกที่รับผมเข้าทำงานหมด แต่ผมก็ทำได้ไม่นาน นานสุดคือ2เดือน ความอดทนน้อย คือที่ไปสมัครไม่ใช่จะชอบงานที่ทำ แต่เพราะไม่มีตังค์ พอรู้ว่าไม่ชอบ ก็เลิกวิ่งหางาน เคว้งคว้างมาก เกือบถึงทางตัน สุดท้ายเราก็พบแสงสว่าง ความสามารถและความชอบที่มีในตัวเราคือวาดรูป ก็เลยเอากระดาษขนาดโปสการ์ดไปนั่งวาดที่สี่แยกราชประสงค์ ขายได้ใบแรก 15 บาท ดีใจและมีกำลังใจมาก นี่คือจุดเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้


ตอนเด็กๆ มีความฝัน ความชอบหรืองานอดิเรกอะไรบ้าง

ภาพนี้ถ่ายที่รัฐฉาน ประเทศพม่า

ตอนเด็กชอบหลายอย่าง รู้สึกว่าเยอะมาก แต่พอโตขึ้นมาเราก็โฟกัสความชอบได้ชัดขึ้น ผมเป็นคนชอบเที่ยว นิสัยนี้มันติดตัวมาแต่เด็ก ตอนประถมผมนี่เป็นดาราหน้าเสาธง คือโดดเรียนบ่อย หนักสุดกระโดดลงหน้าต่างเดินกลับบ้าน คว้าจักรยานโบราณที่เป็นเหล็กของเพื่อน คันใหญ่และหนักมาก ปั่นไปบ้านแม่ซึ่งห่างจากที่ผมอยู่ 9 กม.

ถึงตอนนี้ผมก็ชอบเที่ยว รู้สึกชีวิตทุกวันนี้ก็เหมือนเที่ยว คืออยู่ไม่ติดที่ ชีพจรลงเท้า ย้ายที่อยู่อาศัยบ่อยจนคนงง ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านมีที่สุพรรณก็ไม่กลับไปอยู่ ดูไปดูมาเหมือนนกทิ้งรัง ฟังดูน่าสมเพช แต่มันสุขใจ งานอดิเรกก็ถ่ายรูปกับเที่ยว มันมีแค่นี้จริงๆ ผมเลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะท่องเที่ยว จักรยานทัวร์ริ่งที่ใช้เป็นจักรยานที่เหมาะกับการเที่ยวจริงๆ มันหอบของได้พะรุงพะรังดี  (หัวเราะ)


ทำไมถึงชอบถ่ายรูป

มันติดตัวมาตั้งแต่ตอนที่ผมอาศัยช่วยงานญาติ คือทุกวันผมต้องจับกล้อง ขายกล้อง และคลุกคลีอยู่กับผู้คนที่ถ่ายภาพ บางครั้งได้ไปสัมผัสชมรมถ่ายภาพ ไปออกทริปกับพวกเขา ผมมีอุปกรณ์ในมือแล้ว แค่ออกไปฝึกทักษะข้างนอก แต่พอความสนใจผมเปลี่ยนไปวาดรูป ผมก็ถ่ายรูปน้อยลง ถ่ายเพื่อนบันทึกเฉยๆ ไม่ได้สนใจคำว่าศิลปะ แสงเงาหรือองค์ประกอบภาพ

แต่หลังๆ ผมเห็นว่าการถ่ายรูปกับการวาดรูปมันคือศิลปะ มันมีกระบวนการ มันมีความพิเศษ คุณค่าของทั้งสองสิ่งมันอยู่ที่กาลเวลา เราเก็บกาลเวลาไว้ในภาพถ่ายและภาพวาด ปัจจุบันผมมีความสุขกับการถ่ายภาพและวาดรูปไปพร้อมๆกัน ผมจะพกกล้องถ่ายรูปติดกับตัว ถ่ายรูปทุกวัน แล้วแต่เหตุการณ์และเรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน

ประเทศเกาหลี


รู้ตัวเองว่าชอบงานศิลปะตั้งแต่ตอนไหน

ก็รู้ตัวตั้งแต่ว่าตัวเองไม่ชอบ ไม่รักงานบริการ ไปฝืนทำมันก็เสีย พาลเสียสุขภาพจิต พอเลิกกังวลว่าจะหางานที่ไหนทำ ใจมันก็เบาสบาย อิสระ ทำให้มองเห็นคุณค่าและความสามารถที่มีในตนเอง ฝึกยังไง ก็ฝึกเอง ฝึกกับเพื่อน ฝึกกับอาจารย์ ทุกคนที่ให้ความรู้ผม เขาคืออาจารย์ แต่รู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องฝึกฝน ตอนนั้นผมวาดทุกวัน แต่ทักษะผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก ผมแค่ทำมันบ่อยๆ ทำในรูปแบบที่เราชอบ เราจะเจอเองว่าเราชอบรูปแบบไหน ไม่มีใครบอกเรา รายได้เลี้ยงตัวเองจากวันนั้นถึงวันนี้ก็คือศิลปะนี่ล่ะ ตอนนี้ก็ร่วม 20 ปีแล้ว


ทำยังไงให้งานอดิเรกกลายเป็นงานประจำและสร้างรายได้

ก็ไม่ได้ตั้งใจว่างานอดิเรกจะกลายมาเป็นงานประจำ งานประจำนี่ไม่ได้หมายถึงมีงานให้ทำตลอดนะ แต่หมายถึงเราได้ทำมันจริงจังมากขึ้น อย่างถ่ายภาพ ผมก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาจ้างให้ไปถ่ายภาพ ไม่ได้เป็นช่างภาพที่รับงานเป็นอาชีพ อาชีพผมคือวาดรูป ทำงานศิลปะ แต่ถ่ายภาพมันเป็นวิธีการที่สอง ผมถ่ายทุกอย่างที่พบเจอและประทับใจ ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของ ผมไม่ได้ชำนาญด้านใดด้านหนึ่งของศาสตร์การถ่ายภาพ


แล้วชีวิตประจำวันพี่ทำอะไรบ้าง

ส่วนมากจะทำตัวให้ว่าง ก็คือว่างนั่นล่ะ งานหลักๆคือทำงานศิลปะ มีรายได้แค่สุดสัปดาห์3วันตอนไปนั่งวาดการ์ตูนริมถนน วาดอยู่หน้าร้านเล่า ถนนนิมมานเหมินทร์ รายได้ไม่แน่ไม่นอนหรอก ขึ้นๆลงๆตามกระแสและจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ก็โชคดีที่มีกลุ่มคนที่ติดตามงานผมอยู่ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรมาก เศรษฐกิจดี ไม่ดี เราก็ทรงตัวเองได้


มีคนที่เป็นแรงบันดาลใจไหม

มีหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาถึงทุกวันนี้ มีหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ให้กำลังใจและตัดทอนกำลังใจ ผมไล่ไม่หมดว่ามีใครบ้าง ผมถือว่าทุกคนที่ผ่านเข้ามา ต่างช่วยเติมเต็ม แบ่งปัน ได้หัวเราะเต็มที่ ร้องไห้เต็มที่ ได้ทำสิ่งที่ใจบอกว่าใช่ ได้ชั่งใจว่า ดี/ไม่ดี  มีแต่เราเองที่รู้ ขอบคุณทุกคนมา ณ ที่นี้


งานที่ชอบที่สุด

วาดภาพกับถ่ายภาพ


เห็นว่าพี่ปั่นจักรยานด้วย

การปั่นจักรยานมันเป็นวิธีการที่ช้า แต่ทำให้ไปได้ไกล จุดประกายแรกคือผมซื้อจักรยานมือสองราคาไม่กี่พันบาทต่อจากเพื่อน เป็นจักรยานทัวร์ริ่งไซต์เล็ก (Mini Touring) มีเกียร์8เกียร์ พอได้มา ผมก็สะพายเป้ปั่นจากบ้านเพื่อนย่านปิ่นเกล้าไปบ้านเพื่อนอีกคนที่ลาดพร้าว ระหว่างทางผมได้พบเห็นเรื่องราวต่างๆตลอด เพราะความช้ามันทำให้เห้นภาพชัดเจน ได้จอดหยุดพัก

ผมเอาจักรยานคันนี้กลับไปปาย แต่ปั่นที่ปายมันยากกว่าในกรุงเทพ ภูมิประเทศที่มีแต่เนินเขา แต่ผมก็ดันทุรัง อยากปั่นจากปายไปเชียงใหม่ สุดท้ายตายเนินแรก ปั่นขึ้นไม่ไหว มันหนักมาก หันหัว ถอยหลังกลับ ไม่ได้แพ้ แต่กลับมาตั้งหลัก (หัวเราะ)

หลังจากนั้น ผมได้จักรยานที่คันใหญ่ขึ้น มีเกียร์มากขึ้น ช่วยทดแรงถีบได้มาก เป็นเสือภูเขา ติดตระแกรงสัมภาระด้วย ผมได้ฝึกซ้อมปั่นกับพี่นักปั่นที่ปาย การฝึกผ่านเนินแรกไปได้ มันทรมานมาก คอแห้งผาก หลังจากนั้นผมก็กำเริบหนัก ปั่นจากเชียงใหม่ไปสามชุก ใช้เวลาตั้ง12วัน  

ผมว่าสิ่งสำคัญของการปั่นจักรยานนคือใช้ใจอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีทักษะขั้นพื้นฐานประกอบด้วย คือปั่นยังไงให้ทน ให้ไกล ร่างกายไม่บาดเจ็บ เข้าใจพาหนะที่ใช้ พอหลังจากนั้น การปั่นเส้นทางปายไปเชียงใหม่ก็ผ่านไปด้วยดี และเส้นทางอื่นๆก็ตามมาให้เราได้ชดใช้กรรม การเข็นกรรมขึ้นภูเขา เราจะพบความสุขใจที่ปลายทาง


ทราบมาว่าพี่เคยบินไปทำงานที่ประเทศเกาหลีด้วย พี่ไปทำอะไร

ผมถูกชวนไป พูดให้ดูดีก็คือถูกเชิญไป เขาส่งค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับมาให้ กินอยู่ฟรี ไปทำงานก็เหมือนไปพักร้อน เจอหนาวครั้งแรกในชีวิต หนาวมาก กว่าจะปรับตัวได้ คือผมถูกเชิญไปร่วมงานกับศิลปินเกาหลี มีผมคนเดียวที่เป็นคนไทย ทุกคนเรียกผมว่าโอปปะพีที ผมเลยได้ฉายานั้นมาถึงวันนี้ หลังจากครั้งนั้น ผมก็ได้เดินทางไปเกาหลีต่อเนื่อง กลายเป็นว่าผมมีเพื่อนและมีกลุมแฟนคลับที่เกาหลี ฟังดูเหมือนดาราเลย นี่กลางเดือนนี้ก็จะไปอีก เมษาปีหน้าก็ไปอีก


ตอนนี้ทำอาชีพอะไรบ้าง

นอกจากวาดรูปแล้ว ตอนนี้มีอาชีพเป็นครูอาสาสอนศิลปะเด็กประถม สอนในคาบศิลปะและนอกห้องเรียน


ทำไมถึงเป็นครู เล่าจุดเริ่มต้นให้ฟังหน่อย

มันคงไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมนะ (หัวเราะ) คือปู่ผมก็เป็นครู เกษียณราชการ แต่เด็กที่ไม่รักเรียนอย่างผมคงไม่ได้อยากจะโตมาเป็นครู อาชีพครูไม่เคยมีอยู่ในหัวผมเลย จริงๆนะ

ผมคิดว่าการที่ผมได้มาทำหน้าที่ครูอาสาในตอนนี้ มันเป็นจังหวะและเวลาอันสมควร ผมเคยฝึกสอนพิเศษมาบ้างแล้วทั้งเด็กประถมและมัธยมในโรงเรียน การมาเป็นครูอาสาครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมก็เอาสิ่งที่เคยฝึกสอนนั้นมาใช้ จริงๆผมไม่ค่อยรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กเลย ฟอร์มครูก็ไม่มี แต่ผมเอาความเป็นเพื่อน พี่ และครูมาใช้รวมกัน


เป้าหมายในชีวิต อีก 10 ปี 20 ปีจะทำอะไรอยู่ที่ไหน

ถึงตอนนั้นผมก็ได้รับตำแหน่ง สว เต็มขั้น งดงามและน่าภูมิใจนักถ้าไปถึงวันนั้นได้ ไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่รู้ เป้าหมายที่วางไว้ก็คือ การมีชีวิตที่มีคุณค่า สร้างคุณประโยชน์ตามกำลังตน ถ้ามีแรง ไม่มีโรคภัย ไม่มีครอบครัว ก็จะท่องเที่ยวเดินทางเหมือนที่เป็นอยู่ เป็นเสือเฒ่าผีบ้าพเนจร ฟังดูสวยหรูไหมล่ะ


ยังมีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง

ปั่นจักรยานทางไกลออกนอกประเทศ รอนแรม พเนจร เก็บเรื่องราวระหว่างการเดินทางผ่านภาพถ่าย


เห็นพี่หนุ่มเป็นคนที่กล้าทำตามความฝันของตัวเอง อยากให้ฝากถึงเด็กๆหรือคนที่มีความชอบ ความฝัน อยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้หน่อย ว่าจะทำยังไงถึงจะเดินตามความฝันสำเร็จ

ทุกคนมีความฝัน ฝันแต่ละคนมีรสหวานต่างกัน แต่ไม่ใช่จะฝันหวานอยู่อย่างเดียว ให้กลายเป็นฝันที่ตื่นมาแล้วเลือนหายไป  ฝันแล้วต้องทำ ทำช้า ทำเร็ว ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนคนนั้น ผมเลือกทำช้า แต่ทำบ่อยๆ ทำสิ่งเล็กๆ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเติบโตตอนไหน แต่มันจะเติบโตของมันเอง ถ้าเราเชื่อในผลของการกระทำ

ทุกคนสามารถเดินไปถึงปลายทางฝันได้แน่นอน แต่ละหว่างทาง อย่าลืมว่าเราต้องพบกับอุปสรรคนานา มันเป็นบททดสอบใจเรา อย่าวิตกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด มันจะเป็นกำแพงกั้นความฝันของเรา


คำถามสุดท้ายความสุขในชีวิตพี่หนุ่มคืออะไร

คือวันนี้ คือทำในสิ่งที่ตนชอบและรัก ส่วนอนาคตมันไม่ใช่ความสุข แต่มันเป็นความกังวล ขอบคุณ หนุ่ม พรเทพ (โทร. 081-7844761)

 

 

ฝากความคิดเห็น ...