ไปนอนนับดาว ในวันฟ้าสกาวที่ทุ่งหญ้าสะวันน่าห์…ดอยเต่า

หลายครั้งที่ชมสารคดีเกี่ยวการใช้ชีวิตบนทุ่งหญ้าหลายแห่ง เช่น ทุ่งหญ้าแอฟริกากลาง หรือในเคนย่า เฮติ รวมทั้งทุ่งหญ้าของมองโกลเลีย เป็นต้น หลายคนคงคิดเหมือนผมคือ อยากจะไปเดิน อยากจะไปขับรถท่องเที่ยวในท้องทุ่งที่กว้างใหญ่ไพศาลแบบนั้นบ้างสักครั้งในชีวิตก็ยังดี เพราะมันมีความรู้สึกว่าเป็นการขับรถที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น เรียกว่าอิสระไร้พรมแดนว่างั้นเถอะ
แต่ที่ใฝ่ฝันนั้นมันช่างห่างไกลความเป็นจริงเหลือเกิน แอฟริกานั้นพอไปได้ แต่ทุ่งหญ้ามองโกลเลียคงยากไปไม่หน่อย แต่ถ้าจะให้แบบเอารถคันเก่งของเราไปขับลุยทุ่งหญ้าแบบนั้นคงเกินฝันแน่ครับ
แต่ฝันแบบนี้ก็ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อทราบข่าวจากเพื่อนที่อยู่ทาง อ.ดอยเต่าส่งรูปภาพมาให้ชม มันเป็นท้องทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มากทีเดียว แม้นว่ามันจะไม่ใหญ่ไพศาลเท่าที่เคยเห็นในสารคดีก็ตาม
สถานที่ผมเอ่ยถึงนี้ก็คือ ทะเลสาบดอยเต่า นั่นเอง จากการที่ฝนทิ้งช่วงมาตั้งแต่ปี 54  หลังมหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในเขตภาคกลางปี 54 เป็นต้นมา น้ำในเขื่อนภูมิพลเริ่มลดระดับลงไปเรื่อยๆ จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักก็คือ การปล่อยน้ำสู่ภาคเกษตรกรรมนั่นเอง ขณะที่น้ำไหลเข้าสู่เขื่อนน้อยลง ทำให้น้ำในเขื่อนเหลือไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณรองรับทั้งหมด
เมื่อน้ำลดระดับลง หลังเขื่อนน้ำจึงแห้งขอด จากยอดเนินสูงเหลือเพียงสายน้ำในลำน้ำแม่ปิง สายน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงเขื่อนใหญ่อันคดเคี้ยวเลี้ยวลด ยามที่มองจากยอดดอยสูง เช่น ดอยพระธาตุผาเกิ้ง
ผมทราบข่าวว่าน้ำแห้งมานานพอสมควร แต่ก็ไม่ได้อยากไปท่องเที่ยวที่นั่นนัก เพราะเคยไปมาบ่อย ตอนที่น้ำลดใหม่ๆ ท้องทุ่งมีแต่เลนโคลนและกรวดหิน ไม่น่าสนุกนัก
แต่หลังจากสองปีผ่านไป ท้องทุ่งแห่งนี้กลับกลายเป็นทุ่งหญ้าที่เขียวขจีสวยงามตา อย่างในภาพที่เพื่อนส่งมาให้ดู ทำให้อดไม่ได้ที่อยากจะเติมเต็มความฝัน ที่จะได้ขับรถบนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่และเขียวสดนั้นซะที
ช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวท้องทุ่งหญ้าสะวันน่าห์ก็ต้องเมื่อมีสายฝนพรั่งพรมรดราดให้หญ้าที่เหี่ยวแห้งกลับมาเขียวสดอีกครั้งก็ต้องเริ่มจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป แต่ช่วงนั้นภารกิจของกลุ่มก็มีมากเกินจะปลีกตัวมาจัดทริปแบบชิวๆ นี้ได้
กลางเดือนสิงหาคมหน้าฝนกลางเทศกาลเข้าพรรษา ปีนี้ฝนมีไม่มากนัก หรือจะเป็นความโชคดีจังหวะดีรึเปล่าก็เป็นได้ ทำให้ทริปนี้ไร้ฝนมารบกวน
นัดเพื่อนคอเดียวกันไว้ร่วมสิบคัน หมายมั่นว่าทริปนี้ จะขอลุยเปิดทุ่งกว้างด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงหรือฝั่งดอยเกิ้ง หลังจากแวะซื้อเสบียงที่ตลาดฮอดเสร็จ ก็มุ่งหน้าสู่ ต.นาคอเรือ เป้าหมายแรกที่ท้องทุ่งหน้าดอยเรือ
จากหน้า อบต.นาคอเรือผ่านบ้านแม่งูด บ้านผาหินดำ ไปตามทางหลักสู่ดอยเกิ้ง พอถึงตีนเนินสู่พระธาตุดอยเกิ้งที่มีสิงห์ขาวสองตัวมีทางแยกไปดอยเรือและหมู่บ้านหนองบัวคำ เราแยกลงท้ายทุ่งกันตรงนี้
จากทางแยกไปได้ไม่เกินกิโลเมตรเราก็ตัดลงทุ่งเลยทันที จุดนี้หากเป็นหน้าน้ำท่วมคงหมดสิทธิ์ที่จะใช้ทางนี้  สภาพเส้นทางยังคงเป็นป่าละเมาะสลับกับการลงเนิน ขึ้นเนิน เป็นช่วงๆ แต่ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนฟิลลิ่ง ของคนออฟโรดอย่างผมได้เป็นอันมาก
ปกติออฟโรดทางเหนือเราคุ้นเคยกับสภาพป่าเขาสูงชัน ป่าไม้ใหญ่ ป่ารกดงไผ่ซะเป็นส่วนใหญ่กับท้องทุ่งกว้างที่ไม่ใช่ทุ่งนาข้าวแบบนี้ บอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นมาก่อนครับ
หลายคนส่งเสียงมาตามวิทยุสื่อสารว่า โอ้โฮ้…ทำไมมันโล่งกว้างสวยงามแบบนี้ …ผมแจ้งกลับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ผ่านหมู่บ้านหนองบัวคำได้สักกิโลแม้วก็เป็นเนินสูง ที่เราสามารถมองเห็นท้องทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่สุดสายตาอยู่เบื้องหน้า ผมจอดรถลงไปถ่ายรูปและวางแผนการเดินทาง ขับรถลุยท้องทุ่งตรงจุดนี้ โดยหมายตาไว้ด้านทิศเหนือของดอยเรือ แล้วให้ อ.ต้อม ประตูผา ที่ทริปนี้มาเป็นช่างภาพเก็บรูปสวยประจำทริปให้ ขับรถตรงไปยังดอยเรือ ที่เคยเป็นเกาะกลางทะเลสาบ  เพื่อถ่ายภาพมุมสูงจากดอยเรือ
ส่วนที่เหลือผมพาขับย้อนขึ้นไปทางด้านทิศเหนือของท้องทุ่งกว้าง   ผ่านริมหนองบัวคำเดิม ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพเป็นหนองน้ำอยู่เช่นเดิม
สภาพพื้นท้องทุ่งทั่วไปบางแห่งมีต้นหนามไมยราพยักษ์ขึ้นไปย่อมๆ แต่ส่วนมากจะเป็นหญ้าหนานุ่มที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าเขาเรียกว่าหญ้าอะไร หากหญ้าชนิดนี้ขึ้นตรงไหนจะไม่มีหญ้าชนิดอื่นขึ้นแซมเลย
ไกลลิบๆ มีฝูงปศุสัตว์แทะเล็มกินหญ้า อยู่หลายกลุ่ม มีทั้งวัวและกระบือที่แปลว่าควาย  ผมนำกลุ่มขับมุ่งหน้าไปยังกลุ่มฝูงวัวนับร้อยตัวที่ไกลลิบนั่น พอเข้าไปใกล้ฝูงวัวก็แตกตื่นวิ่งหนีปนมึนงง กับกลุ่มรถของพวกเรา
พอวัวเริ่มวิ่งหนี ฝูงนกกระสาทุ่งที่หากินอยู่กับฝูงวัวก็บินตาม มันช่างเป็นภาพที่งดงามมาก ฝูงนกที่หากินไล่โฉบกินตั๊กแตนและแมลงบินที่แตกตื่นจากการวิ่งของฝูงวัวนั่นเอง
ผมกะเอาลำน้ำปิงเป็นที่หมาย พอถึงริมฝั่งแม่น้ำก็ขับลงไปตามทุ่งหญ้าริมน้ำลงไปเรื่อย แล้วส่งวิทยุแจ้งไปยังลุงแดง ยอดดอย กับ อ.ต้อม ที่อยู่บนดอยเรือ ขับรถลงมาพบกันที่ตีนเนินดอยเกิ้ง เพื่อข้ามเนินเล็กเบื้องหน้ามุ่งสู่ที่หมาย สำหรับตั้งแค้มป์พักแรมทริปนี้ที่ สบน้ำแม่ลาย ที่อยู่ห่างจากดอยเรือไปประมาณสามสี่กิโลเมตร
ก่อนถึงเนินดอยเกิ้ง มีฝูงนกน้ำมากมายหากินอยู่บนแอ่งน้ำใหม่ที่เกิดจากน้ำที่เริ่มเอ่อท่วมขึ้นมา จากฝนที่ตกหนักคืนก่อนที่เราจะเข้ามาที่นี่
ผมค่อยๆขับรถมุ่งหน้าไปยังกลุ่มนกกระสาสีขาวที่หากินอยู่เต็มคุ้งน้ำใหม่แห่งนี้ มันกำลังเพลินอยู่กับการไล่จิกกินปลาน้อยใหญ่ที่มากับสายน้ำเอ่อนองท่วมนั้น พอไปใกล้มันก็กางบินหนีเราเป็นระยะๆ
ผมวิทยุบอกให้ป๋าเจตต์เพื่อนร่วมทริปให้ขับลงไปยังกลางกลุ่มฝุงนก เพื่อจะถ่ายภาพสวยๆสักกะหน่อย แต่พี่แกกลับจะทอดแห หาปลาแข่งกับฝุงนกแทนซะนี่ ผมคิดว่า อ.ต้อมช่างภาพประจำทริปคงจะถ่ายมุมนี้ไว้ได้บ้าง
ชมฝูงนกฝูงปลาเพลิน มองดูนาฬิกาบอกเวลาเกินสี่โมงเย็นแล้ว ต้องรีบบอกเพื่อนร่วมทริปขยับรถ อ้อมหนองน้ำขึ้นสู่เนินดอยจอมสวรรค์ มุ่งหน้าสู่ ท้องทุ่งสบลำห้วยแม่ลาย ก่อนตะวันจะตกดิน เพราะไม่รู้ว่าทางช้างหน้าจะมีอะไรบ้าง
สภาพเส้นทางจากท้องผาดอยจอมสวรรค์มาเราขับไปตามรอยฝูงปศุสัตว์ บ้าง ตัดตรงไปตามท้องทุ่งเองบ้าง ตามแต่ใครอยากจะขับ เรียกว่าเลือกสร้างไลน์เองตามอัธยาศัย ขับไปเพลินเจอหลุมใหญ่ดักอยู่ก็หลบซะ  บางจุดเป็นสายน้ำลำห้วยเล็กๆที่มีน้ำขังอยู่ก็ขับผ่านลงไป พอได้ออกกำลังโฟร์โลว์
เหนือเนินสูงบนท้องทุ่งบางแห่งจะมีเรือนแพ ร้างค้างเนินอยู่เป็นย่อมๆ บางหลังยังมีคนอาศัยพักนอนอยู่ ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวบ้านที่นำฝูงสัตว์มาปล่อยหากินอยู่แถวนั้น
ส่วนริมน้ำปิงก็จะมีเรือนแพ ค้างเติ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอยู่หลายหลัง บางหลังก็เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ออกมาหาปลาช่วงที่น้ำกำลังขึ้น นี้  ผมลงไปขอแบ่งซื้อปลามาจากชาวบ้านจำนวนหนึ่งสำหรับเมนูมื้อเย็นนี้
ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสบแม่ลาย ที่สายน้ำแม่ลายที่ไหลมาจากอมก๋อยมาบรรจบกับลำน้ำปิง ณ.ที่แห่งนี้ ริมฝั่งน้ำแม่ลาย เราเลือกทำเลที่เป็นเนินสุงกว่าจุดอื่น เพื่อเป็นจุดกางเต็นท์พักแรม   ที่ที่เพื่อนที่ตามมาสมทบจะสังเกตเห็นได้ง่าย และเป็นจุดที่เราสามารถจะถ่ายภาพกลุ่มดาวทางช้างเผือกได้ดีที่สุด
เลือกที่พักแรมได้แล้วก็แยกทำไปทำกิจกรรมที่แต่ละคนอยากจะทำ  อ.ต้อม และผมถ่ายภาพ ลุงแดงช่วยผู้กำกับปอยซ่อมหม้อน้ำรถที่ถูกกิ่งไม้แทงเสียหาย ป๋าเจตต์และเพื่อนอีกหลายคนออกไปทอดแหหาปลามาทำอาหารเพิ่ม ส่วนกลุ่มแม่บ้านก็เริ่มจัดทำอาหารมื้อเย็น
พลบค่ำเริ่มสิ้นแสงตะวัน กลุ่มป๋าเจตต์ กลับมาพร้อมปลาน้อยใหญ่มากเพียงพอสำหรับมื้อเย็นและเป็นกับแกล้มตอนดึก ลุงแดงซ่อมหม้อน้ำเสร็จเรียบร้อย  น้ำแกงต้มส้มสำหรับเมนุต้มปลาสดเดือดพล่านพร้อมสำหรับเทปลาไท่ซื้อจากชาวบ้านและที่กลุ่มป๋าเจตต์หามาได้ลงไปไม่นานอาหารมื้อเย็นเมนูปลาสดจากแม่น้ำปิงก็พร้อมให้ชิมลิ้มรส
เป็นอาหารมื้อเย็นที่น่าประทับใจอีกมื้อหนึ่ง ความอร่อยกับบรรยากาศที่หาซื้อด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้ ความสดของปลาที่เพื่อนหามาได้กับฝีมือระดับเทพของกลุ่มแม่บ้านออฟโรด แบบนี้กี่ปีก็ลืมไม่ได้ครับ
สิ้นแสงตะวันความมืดเริ่มปกคลุม เราบอกกันว่าคืนนี้เราจะไม่เปิดเครื่องเสียงให้รบกวนโสตประสาทหู เสียงหรีดหลิ่งเรไร เริ่มร้องแข่งเสียงกบเขียดริมลำห้วย ผมว่ามันฟังไฟเราะกว่าดนตรีที่คุ้นหูหลายเท่า
ขณะที่หลายคนกำลังสาระวนกับการดื่มและทำกับแกล้ม อ.ต้อ มก็แอบเก็บภาพบรรยากาศรอบข้างไปเรื่อยๆและได้เอามาอวดเพื่อนชมเป็นระยะ
แสงไฟสลัวจากหลอดไฟในความมืดมิดของท้องทุ่งกว้างยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าเปิด ไร้ซึ่งเมฆหมอกมาบดบัง ทำให้เรามองเห็นดวงดาวระยิบระยับเต็มฟากฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มดาวทางช้างเผือกที่ทอดยาวโค้งข้ามขอบฟ้า เหนือจุดพักแรมคืนนี้มันช่างวิเศษ และวิเศษมากครับ
อ.ต้อมขับรถออกไปไม่นานก็เก็บภาพดวงดาว และทางช้างเผือกมาให้พวกเราชม ทุกคนร้อง “โอ้โฮ้…มันสวย มันแหล่มมากๆ ครับ ฝีมือสุดยอดครับอาจารย์ต้อม”
ค่ำคืนที่สวยงามเช่นนี้หากไม่ง่วงจริงผมก็คงไม่อยากเข้าเต็นท์ไปนอน  คืนนั้นผมเฝ้ามองท้องฟ้าและนั่งเสวนากับเพื่อนๆถึงตีสอง ครับ
รุ่งเช้าหลังอาหารมื้อเช้า เราก็ขับออกมาทางเดิม เพราะทางแล้ว หากจะไปต่อต้องเอารถลงโป๊ะข้ามฟากไปทางฝั่งดอยเต่า แต่ทริปนี้เรามีจุดหมายที่พระธาตุดอยเกิ้ง เพื่อชมวิวจากจุดที่สูงที่สุดของทริปนี้ครับ…
ทริปนี้จึงเป็นทริปแบบสบายๆ ไม่มีการใช้วินช์หรือมีเส้นทางโหดใดๆ ทั้งสิ้นแต่ก็เป็นทริปที่ทำให้ทุกคนมีความสุขมากกว่าทริปลุยโหดที่เรากรำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาครับ

ข้อมูลการเดินทาง

การเดินทางไปทุ่งหญ้าสะวันน่าห์เมืองไทยนั้น ให้เริ่มจากตลาดฮอด มุ่งหน้าสู่ ต.นาคอเรือ จากหน้า อบต.นาคอเรือ จะผ่านบ้านแม่งูด บ้านผาหินดำ ไปตามทางหลักสู่ดอยเกิ้ง พอถึงตีนเนินสู่พระธาตุดอยเกิ้งที่มีสิงห์ขาวสองตัวมีทางแยกไปดอยเรือและหมู่บ้านหนองบัวคำ  หลังผ่านหมู่บ้านหนองบัวคำได้สักหนึ่งกิโลเมตรก็เป็นเนินสูง ที่เราสามารถมองเห็นท้องทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่สุดสายตาอยู่เบื้องหน้า
เขียนเรื่อง : นายหิน เอ้าท์ดอร์ เชียงใหม่
ถ่ายภาพ : อจต.ประตูผา ลำปาง
เรียบเรียงข้อมูลโดย : นิตยสาร ออฟโรด : www.grandprix.co.th/offroadmagazine
ติดตามข่าวสาร : ยานยนต์  รถจักรยานยนต์ รถใหม่ ไดที่ www.grandprix.co.th

Related Posts