ม้าห…ใหญ่   ไก่ขาเดียว  เดี่ยวซออู้  คูน้ำเน่า  นั่งเฝ้าถังแก๊ส 
 
เอ๊ยยยยย .. ไม่ใช่ !!!!!
“ถ่านหินลือชา  รถม้าลือลั่น  เครื่องปั้นลือนาม  งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก” นี่สิ คำขวัญจริงๆของจังหวัดบ้านใกล้เรือนเคียง ที่เราจะพาทุกท่านไปชม ซึ่งครั้งนี้รีวิวเชียงใหม่ ขอกระโดดข้ามไปรีวิวลำปางกันบ้างกับทริปที่จะทำให้เรารู้จักเมืองลำปางในอีกมุมมองที่แตกต่าง หลีกหนีความวุ่นวาย ไปพักผ่อนสบายๆ ใช้ชีวิตเรียบง่ายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เราใช้เวลาแปลงร่างฝังตัวเป็นคนลำปางอยู่ 3 วัน 2 คืนด้วยแพคเกจ  Hello  Test  Lampang
การเดินทาง
หลายท่านคงทราบดีว่าจากเชียงใหม่ไปลำปางช่างแสนง่าย ด้วยการเดินทางที่สะดวกและไปได้หลายช่องทาง ทั้งรถยนต์  รถโดยสาร  รถตู้และรถไฟ   ซึ่งเราเลือกวิธีการสุดท้าย  คือ  “รถไฟ”(ฟรี)  เพื่อให้สัมผัสบรรยากาศได้อย่างเต็มอรรถรสการท่องเที่ยว แม้ว่าการเดินทางแบบนี้จะใช้เวลายาวนานที่สุดก็ตาม แต่ก็ตรงตามคอนเซ็ปต์ “สโลไลฟ์”  … ไปง่ายๆ อ้ายบ่ะฟั่ง

บริเวณหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ ในยามเช้าตรู่ เราเลือกเดินทางแบบสบายๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง

เราเลือกรถไฟขบวนแรกแต่เช้ามืด นั่นคือ รถเร็วเชียงใหม่-กรุงเทพ ขบวน 102  ซึ่งกำหนดออกจากชานชลา คือ 5.45 น. ผู้โดยสารเพียงนำบัตรประชาชนไปแสดงที่ห้องจำหน่ายตั๋วเพื่อรับบัตรโดยสารฟรีได้ทันที แล้วไปนั่งรอที่ชานชลาเท่านั้น
แต่การเดินทางโดยรถไฟ ท่านต้องทำใจเรื่อง “การตรงเวลา” เพราะการรถไฟจะแถมเวลารอคอยให้เราเสมอ อย่างเช่นในครั้งนี้ เราได้เวลาแถมมาอีก 45 นาที ในการนั่งรอขบวนรถไฟออกเดินทาง สรุป 6.30 น. ขบวนรถจักรจึงจะเคลื่อนที่
และถึงแม้จะเป็นตั๋วฟรี  แต่เขาก็มีระบุที่นั่งเพื่อไม่ให้เกิดการเล่นเก้าอี้ดนตรีหรือนั่งทับซ้อนกันเกิดขึ้น (แต่มันก็เกิดขึ้น) ฉะนั้น เวลาขึ้นรถให้ตรวจสอบตู้โดยสารและเลขที่นั่งให้ดี เพื่อจะได้ไม่ต้องย้ายที่นั่งไปมา

ขบวนรถเร็วสาย 102  ณ ชานชลาที่ 4 เตรียมพร้อมออกเดินทาง

ทริปในครั้งนี้มีการปั่นจักรยานด้วย เด็กๆ จึงเตรียมตัวพร้อม มีหมวกนิรภัยส่วนตัวพกติดตัวไปด้วย

ระยะทางประมาณ 100 กม. หากขับรถยนต์ ก็จะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง แต่สำหรับรถไฟ เขาจัดให้ 3 เท่า นั่นคือ 3 ชั่วโมงเต็มที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศข้างทาง ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงาม  วิถีชีวิตชุมชน ป่าเขาและผ่านอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะทางประมาณ 1.35 กม. นั่นคือ อุโมงค์ขุนตาน ซึ่งในช่วงนี้เส้นทางจะสวยงามมาก ทำให้เราตื่นเต้นและเพลิดเพลินได้ในเวลาเดียวกัน และระหว่างนั่งชมวิวไปหากเกิดอาการหิว  ก็มีทั้งอาหารกล่องจากรถเสบียงและอาหารกินง่ายๆ อย่างเช่นข้าวเหนียว ไก่ทอด  ที่เร่ขายโดยแม่ค้าอีกด้วย

ภายในตู้โดยสาร ซึ่งแม้จะเป็นรถไฟฟรี แต่ก็ระบุเลขที่นั่งชัดเจน ผู้โดยสารเที่ยวนี้ไม่มากนัก

ตลอดเส้นทางเราจะได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าเย็นสบาย มองเห็นธรรมชาติสองข้างทาง

บริเวณสถานีรถไฟขุนตาน อีกหนึ่งสถานีที่จอดรับผู้โดยสาร ถัดจากลำพูน

Day 1 ก้าวแรกในลำปาง ย้อนรอยอดีต
เพลิดเพลินกับบรรยากาศสองข้างทางในยามเช้าระหว่างนั่งรถไฟ ไม่นานเราก็มาถึงสถานีรถไฟลำปาง  โดยการต้อนรับของเจ้าของที่พักและแพคเกจนี้ “สุดสลี” (SuddSlee Private Lodge)  .. เริ่มจากเดินเล่นถ่ายรูปที่ชานชลาของสถานีที่คล้ายกับพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ของการรถไฟ ที่มีทั้งหอสัญญาณ รถโยกตรวจงานสมัยเก่า บ้านไม้และโรงปฏิบัติงาน เป็นต้น ทำให้เราได้เห็นอดีตที่เจริญรุ่งเรืองของจังหวัดลำปาง ซึ่งในสมัยก่อนถือเป็นสถานีปลายทางของภาคเหนือ ก่อนจะขยายเส้นทางไปถึงเชียงใหม่ในปัจจุบัน

บริเวณหน้าสถานีรถไฟลำปาง  เราพร้อมตะลุยเดินเที่ยว

ความสวยงามของตัวสถานี ที่เป็นร่องรอยจากความเจริญในอดีต

 สมัยก่อนทางรถไฟยังไม่ถึงเชียงใหม่  สถานีลำปางในยุคนั้นจึงนับว่าเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ปัจจุบัน เหลือเพียงความทรงจำและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้
ออกมาหน้าสถานีก็เลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนเลียบรางรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเพื่อไปยัง ตลาดรัตน หรือที่คนลำปางเรียกกันติดปากว่า ตลาดเก๊าจาวหรือตลาด 100 ปี  ซึ่งลักษณะคล้ายกับตลาดทั่วไป แต่ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายในของยุคเก่า ร้านค้าที่เป็นเรือนแถวไม้ ผักสด ของป่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆหรือแม้กระทั่งอาหารการกินที่เป็นของพื้นถิ่น

ถนนเลียบทางรถไฟไปยังตลาดเก๊าจาว

ตลาดเก๊าจาวหรือตลาดรัตน ตลาดเก่าแก่ที่ยังมีกลิ่นอายย้อนยุคให้เราได้สัมผัส

มื้อเช้า ฝากท้องที่บะหมี่เก๊าจาว
เดินผ่านตลาดมาอีกฟากหนึ่ง ก็จะถึงร้านอร่อยขึ้นชื่อ คือ “ร้านบะหมี่เก๊าจาวสะพานดำ”  ที่ขายมานานหลายสิบปี  กับเมนูขึ้นชื่อที่ต้องพิสูจน์ “หมี่เตา”  เส้นบะหมี่ที่นำมาทอดกับไข่จนเกาะเป็นก้อน  แล้วราดด้วยน้ำเหนียวๆ มีหมูกับผักคล้ายราดหน้า รสชาติออกจะจืดหน่อย แต่ก็อร่อยไม่น้อยเลย แนะนำให้สั่ง “จ๊อเผือก” มากินเล่นคู่กันไปด้วย ลืมอ้วนกันเลยทีเดียว นอกจากหมี่เตาแล้ว  ก็ยังมีเมนูอื่นๆ ทั้งก๋วยเตี๋ยว  ผัดซีอิ๊ว ราดหน้า รวมถึงของทอดอีกหลายอย่าง  ราคา 35-40 บาท  อิ่มอร่อย สบายกระเป๋า

ร้านบะหมี่เก๊าจาว กับเมนูเด็ดที่ต้องลิ้มลอง

เข้าที่พักสไตล์บ้านโบราณ เก่าแต่เก๋  ที่ “สุดสะลี”
สุดสะลี ที่พักแบบส่วนตัว ที่เป็นลักษณะบ้านไม้เรือนแถว 2 ชั้น ในยุคสมัยคุณปู่คุณย่า นำมาปรับปรุง ตกแต่งใหม่ ให้ดูน่ารัก  เก๋ไก๋  แต่ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศสมัยก่อน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ “ม่อกม่วน” Sharing Space   ซึ่งมีเพื่อนทั้ง 3 คน มารวมตัวกันใช้พื้นที่ทำงานที่ตัวเองถนัด  ทั้ง “ฮอมสุข” ที่เป็นร้านขนมโฮมเมด “มักม่วน” ที่เป็นร้านกาแฟ-เครื่องดื่ม  “ของ” ที่เป็นร้านขายของแฮนด์เมดและ“สุดสะลี” ที่เป็นที่พัก

บ้านไม้เก่าจากรุ่นคุณปู่คุณย่า นำมาต่อยอดเป็นร้านและที่พักได้อย่างลงตัว

อีกฟากของตัวบ้าน เป็นพื้นที่ของร้านขนมและเครื่องดื่ม  ฮอมสุข – มักม่วน

สุดสะลี เป็นภาษาคำเมือง  แปลว่า ที่นอน-หมอน-มุ้ง ซึ่งให้ความหมายตรงตัวในการเป็นที่พัก พื้นที่ชั้นล่างถูกแบ่งไว้อย่างลงตัว ทั้งห้องนั่งเล่น  สวนหย่อม  มุมทำครัว  ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ เมื่อเข้ามาถึงเรารู้สึกถึงความผ่อนคลายอบอุ่น และชื่นชมกับไอเดียในการออกแบบที่พักแห่งนี้ เหมือนกับอยู่ “บ้าน” ของตัวเองจริงๆ แตกต่างจากการพักโรงแรมหรือที่พักอื่นๆ ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

สุดสะลี ที่พักสุดเก๋ไก๋  เหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งนัก

เราสามารถหุงหาอาหาร ทำครัวได้อย่างสะดวก  เพราะมีอุปกรณ์ครบ ทั้งจาน ชาม หม้อ แก้วน้ำ  ไมโครเวฟ  แถมมีเตาถ่านให้เราได้ใช้จุดไฟทำอาหารได้อีกด้วย อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือบริเวณห้องน้ำ ซึ่งกว้างและโล่งสบาย แถมมีสวนหย่อมที่จัดไว้อย่างสวยงามบริเวณด้านนอกและอ่างอาบน้ำอีกด้วย เหมือนได้อาบน้ำกลางแจ้งเลยล่ะ
บริเวณชั้น 2 ด้านหน้าห้องนอน จะเป็นเหมือนกับห้องแต่งตัวของบ้านสมัยก่อน มีอุปกรณ์จัดวางไว้ให้ พร้อมราวและไม้แขวนผ้า ถัดไปด้านในคือห้องนอน ซึ่งกว้างขวาง เป็นพื้นไม้ และผนังไม้ทั้งหมด ที่นอนขนาดใหญ่ มีมุ้งไว้ให้ได้ใช้งานจริง เหมือนกับบ้านสมัยก่อน  แถมมุมนั่งเล่น ที่ปูด้วยเสื่อและโต๊ะทำงาน ถูกจัดไว้อย่างน่ารัก ลงตัว
เช็คอินและสำรวจบริเวณเป็นที่เรียบร้อย  ต่อไป เราจะเริ่มตะลุยลำปางกันแล้ว !!!!

ห้องนอนและห้องรับแขก

ศึกษาภูมิหลังและประวัติศาสตร์ของลำปาง ณ หอปูมละกอน

หากอยากจะเที่ยวเมืองลำปางแบบเข้าถึงแก่น แนะนำว่าต้องมาที่นี่ เพราะเขารวบรวมประวัติความเป็นมาของลำปาง ตั้งแต่ในยุคก่อตั้งยุครุ่งเรืองจนกระทั่งยุคเปลี่ยนแปลง พิพิธภัณฑ์หอปูมละกอนนี้เป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานเทศบาลนครลำปาง ตั้งอยู่บริเวณห้าแยกหอนาฬิกา ซึ่งเปิดให้เข้าชมในวันและเวลาราชการเท่านั้นไม่เก็บค่าเข้าชม เพียงแต่ต้องลงทะเบียนเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์หอปูมละกอน ตั้งอยู่บริเวณห้าแยกหอนาฬิกา

เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้เราเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องจัดแสดง ซึ่งจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเมืองลำปางในยุคต่างๆ แบ่งเป็นห้องเป็นโซนอย่างชัดเจน ซึ่งแสดงเนื้อหาเรื่องราวและการนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เสียตรงที่อุปกรณ์บางจุดเกิดการเสียและรอการปรับปรุงซ่อมแซมทำให้ลดความน่าสนใจลงในบางจุด  และหากเราไปเองก็คงต้องใช้การดูและการอ่านเป็นหลัก จึงจะเข้าใจเรื่องราวที่นำเสนอ โชคดีที่การไปของเราในครั้งนี้มีเจ้าบ้านคอยให้คำแนะนำและเล่าเรื่องราวให้เราฟังเข้าใจง่ายขึ้น
ระยะเวลาประมาณ 30-40 นาที  ที่เราได้เดินชมนั้นทำให้เรามองเห็นภาพยุคสมัยต่างๆ ของเมืองลำปางได้อย่างชัดเจน ยิ่งพาเด็กๆมาด้วย ทำให้เขาได้ความรู้และสนุกสนานไปพร้อมกัน แต่น่าเสียดายที่สถานที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ และการประชาสัมพันธ์ที่ดี แถมยังเปิดให้บริการแค่ในวันธรรมดาเท่านั้น  จึงไม่ค่อยมีคนเข้าชมสักเท่าไหร่นัก ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าที่แค่ดู(แล)เฉยๆ  ไม่ได้แนะนำหรือชักชวนใดๆ เลย แต่อย่างไรก็ขอแนะนำให้ลองไปชมสักครั้ง แล้วเราจะรู้สึกว่าไป “ถึงลำปาง” จริงๆ

อยากรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นไปของลำปาง  ต้องไม่พลาดที่นี่

ไฮไลท์วันแรกอยู่ที่ “รถม้า” มาหานะเธอ
“กับ-กับ  กับ-กับ ….มารับหน้าบ้าน  ….ม้าวิ่งเบิกบาน….ไปชมเมืองกัน”
หลังจากชมพิพิธภัณฑ์เสร็จในช่วงเช้า  ตอนบ่ายเราก็นั่งๆ นอนๆ ผ่อนคลายอยู่ในบ้าน อ่านหนังสือ ฟังเพลงในแบบที่ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกังวล เด็กๆ ก็นั่งเล่นเกมส์ฝึกสมอง  บล็อคไม้  กินขนมไป เล่นไป  ..  รอเวลาแดดร่มลมตก เพื่อให้รถม้ามารับไปตระเวนชมเมือง

มาที่นี่อย่าหวังจะได้แตะ ipad  .. บล็อคไม้ และเกมส์ฝึกสมอง แจ่มกว่าเยอะ

อย่างที่บอกว่าไฮไลท์ของวันแรกนี้อยู่ที่รถม้า เพราะเป็นโปรแกรมที่รอคอยของเด็กๆ(และเราด้วย)  มาลำปางแล้ว ก็ต้องนั่งรถม้าสักครั้ง ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงครั้งหนึ่งในชีวิตต้องได้สัมผัส    .. ห้าโมงครึ่ง  เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นถนนใกล้เข้ามา เป็นสัญญาณบอกให้เราว่า รถม้ามาหานะเธอ

รถม้ามาหานะเธอ มารับเราถึงหน้าบ้าน

ทริปนี้ รถม้าจะพาเราออกจากที่พัก ผ่านไปทางถนนสายวัฒนธรรม ย่านเมืองเก่าท่ามะโอ  ซึ่งจะเห็นบ้านทรงโบราณมากมายแล้วแวะไหว้พระที่วัดพระแก้วดอนเต้าซึ่งเป็นหนึ่งในวัดสำคัญของเมืองลำปาง แล้ววนไปยังกาดกองต้าและย่านกลางเมือง เพื่อหาของร้านถูกใจทั้งอาหารและขนมหวานแสนอร่อย   เมื่อทานอาหารอิ่ม ขากลับก็เป็นการเดินย่อยอาหาร เดินเตร็ดเตร่กลับที่พัก โดยผ่านสะพานรัษฎายามค่ำคืน  ซึ่งทำให้เราซึมซับบรรยากาศ 2 ข้างทางได้เป็นอย่างดี

นั่งรถม้ารอบใหญ่ ชมเมือง เที่ยววัด  หาของกินตอนเย็น แล้วเดินกลับ

ในย่านที่เราพักอยู่นี้ เป็นย่านชุมชนเก่า ไม่ใช่ย่านธุรกิจ  ฉะนั้นหลัง 2 ทุ่มไปแล้วร้านค้าก็จะทยอยปิด  และเริ่มเงียบสงบในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่  โดยไม่มีโทรทัศน์ ช่วงเวลานี้เหมาะมากที่จะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หรือกิจกรรมอื่นๆ เพื่อผ่อนคลาย เข้าใจเลยว่าชีวิตช้าๆ  เข้านอนเร็วๆ เป็นอย่างไร
ตื่นเช้า ปั่นจักรยานชมเมือง ไปทานอาหารเช้า
เช้าวันที่ 2  เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กๆ และตัวเราได้ไม่น้อยนั่นคือ การปั่นจักรยาน  โดยอาศัยเส้นทางเลียบแม่น้ำวังเป็นหลัก
หกโมงครึ่ง แสงแดดรำไร จักรยานพร้อมที่หน้าสุดสะลี งานนี้เจ้าของที่พักลงมือลุยเป็นไกด์พาเราออกตระเวนอีกเช่นเคย แม้จะเป็นช่วงอากาศร้อน แต่ในตอนเช้าถือว่ากำลังสบาย  รถราก็ไม่เยอะ เริ่มปั่นจากที่พักเลาะไปตามตรอกซอกซอย  เพื่อมุ่งไปยังสะพานช้างเผือก ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของที่นี่
ตลอดเส้นทาง เราจะเห็นวิถีชีวิตในยามเช้าของชาวลำปาง ผ่านบ้าน ร้านค้า ตลาด สวนสาธารณะ   ฯลฯ  ซึ่งดูแล้วไม่ได้เร่งรีบหรือวุ่นวายเหมือนกับกรุงเทพหรือจังหวัดใหญ่ๆ  การขี่จักรยานไปในเส้นทางนี้ นับว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างสูงและได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้มากพอสมควร

ปั่นจักรยานชมเมือง ชมวิถีชีวิตยามเช้า

และสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง

ใช้เวลาไม่นานนัก เราก็มาถึงร้านข้าวมันไก่ทิพย์ช้าง เป็นร้านเก่าแก่และมีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง ตอนเช้าอย่างนี้ก็มีลูกค้ามาอุดหนุนมากมายไม่ขาดสาย ร้านนี้มีความแตกต่างจากที่อื่น ตรงที่มีไก่ให้เลือก 3 อย่าง  ทั้งไก่ต้ม ไก่ทอดและไก่ทอดกระเทียม งานนี้เลยเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง  สั่งแบบรวมมาเลยได้ครบพร้อมเครื่องในด้วย เมื่อไก่และข้าวมาเสิร์ฟ พนักงานเห็นว่าเราเป็นคนต่างถิ่น ก็แนะนำว่าทางร้านมีน้ำจิ้มหลักๆ ให้เลือก 2 แบบ คือแบบน้ำจิ้มเปรี้ยว คล้ายกับน้ำจิ้มสามรส และน้ำจิ้มสูตรเต้าเจี้ยวคล้ายๆ กับร้านอื่นๆ ซึ่งมีพริกและขิงสับมาให้ด้วย ส่วนเรื่องราคาก็ทั่วไป ไม่แพง 35-40 ธรรมดาและพิเศษ  หรือจะสั่งไก่สับแยกข้าว ก็ 60-70-80  ตามขนาด รสชาติโดยรวมถือว่าโอเค แต่ไก่ออกจะแห้งไปนิด น้ำจิ้มสามรสช่วยทำให้อร่อยขึ้น อันนี้แล้วแต่ความชอบ ส่วนบริการถือว่าดีทีเดียว รวดเร็ว และยิ้มแย้มแจ่มใส

ร้านข้าวมันไก่ทิพย์ช้าง ที่เราอาศัยฝากท้องมื้อเช้า

Unseen ที่วัดปงสนุก

ตามแผนการในทริปเช้านี้  เราวนไปห้าแยกหอนาฬิกา แวะพักน่องที่สวนสาธารณะเขลางค์ สวนสาธารณะใจกลางเมืองซึ่งเคยเป็นสนามโปโลมาก่อนตั้งแต่สมัยฝรั่งเข้ามาทำกิจการค้าไม้เมื่อนานมาแล้ว จากนั้นก็ข้ามสะพานไปเขื่อนยาง ที่ที่คนลำปางชอบมานั่งชิลล์ กินลูกชิ้นเขียงกัน
ขากลับ แวะซื้อน้ำมะนาวดอง, น้ำหวานโบราณ  ซึ่งขายโดย “อาแปะ” คนโบราณ..ที่ขายมานาน และยังไสน้ำแข็งก้อนเหมือนที่เคยทำมานับสิบสิบปี จิบน้ำชื่นใจหายเหนื่อย ก็ไปต่อที่วัดปงสนุกเหนือ-ใต้  ซึ่งเป็นธรรมสถานหนึ่งเดียวในไทย ที่ได้รับรางวัล “Award of Merit” ในปี 2008 จาก Unesco ด้านการอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมในภูมิภาพเอเชียแปซิฟิค
วัดปงสนุกแห่งนี้ สงบร่มเย็นและสวยงาม ที่สำคัญเป็นแหล่งรวมสิ่งสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สำคัญมากมาย ทั้งหีบโบราณ พระพุทธรูปไม้  ซุ้มประตูโขง   ธงช้างเผือกขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งถูกนำมารวบรวมและจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีเสาหลักเมืองแห่งแรกของลำปาง  เจดีย์วิหารพระนอน วิหารพระเจ้าพันองค์  ที่ผสมผสานศิลปะของล้านนา พม่าและจีนเข้าด้วยกัน ระยะเวลาเกือบชั่วโมงที่เราเดินชม ศึกษาเรื่องราวความรู้และความสวยงามของสิ่งต่างๆ ในวัด ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและมองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์เมืองลำปางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

วัดปงสนุก งดงาม ทรงคุณค่า สมกับรางวัล “Award of Merit”

ผ่านไปครึ่งทางสำหรับทริปนี้   เหลืออีกครึ่งทางยังมีอะไรที่น่าสนใจให้ติดตามอีกเพียบ  รับรองว่าไม่ผิดหวัง สำหรับการมาตะลุยลำปางในครั้งนี้ อ่านต่อ ภาค2 คลิกที่นี้

ท่านใดมีที่กิน – เที่ยวน่าสนใจในลำปาง แนะนำเจ๋งเข้ามาได้ อย่าลืมแวะมา Comment มาแชร์ให้เจ๋งได้รู้ตามช่องด้านล่างหรือ

  

เจ๋งจะตามไปรีวิวอย่างทันท่วงที

ฝากความคิดเห็น ...