โนบิตะ ไม่ใช่คนญี่ปุ่น … เขาเกิดที่ตะพานหิน พิจิตร โนบิตะ คือคนดังในแวดวงอีเว้นท์และฟรีก็อปปี้เชียงใหม่ โนบิตะ เป็นผู้ชายตัวไม่ใหญ่ บุคลิกคล่องแคล่ว ตื่นตัวตลอดเวลา โนบิตะ เรียนจบศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่หลังเรียนจบไม่เคยทำงานสายที่เรียนมาแม้แต่น้อย อาจจะใกล้เคียงอยู่บ้างก็คืองานจัดดอกไม้ประจำโรงแรมจากเซลล์ขายโฆษณา เขาขยับไปเป็นเจ้าของหนังสือแจกฟรี suvarnabhumi ระหว่างนั้นจับงานอีเว้นท์จนบารมีแก่กล้า ประกอบกับธุรกิจฟรีก็อปปี้ 2 ภาษา คืออังกฤษและญี่ปุ่นไม่ค่อยดี ท้ายที่สุดเขาจึงเปิดฟรีก็อปปี้หัวนั้นและเปิดหัวใหม่ชื่อ FINE DAE ในวัย 38 ปี ของผู้ชายไซส์เอสกับผลงานอันโดดเด่นเหล่านี้ โนบิตะ – จิรกฤตย์ ศิริธนาวัตต์ จึงน่าสนใจ ยิ่งเขาบอกว่า โนบิตะคนนี้มีพระเจ้าเป็นคู่หู ความน่าสนใจยิ่งทวีคูณ !
1 โนบิตะ คือชื่อที่รุ่นพี่วิจิตรศิลป์ตั้งให้ เพราะสมัยเฟรชชี่นั้นเขาใส่แว่น ดูติ๋ม ๆ จากชื่อป๋อมจึงกลายมาเป็นโนบิตะนับแต่นั้น ซึ่งชื่อที่แตกต่างกลายเป็นจุดเด่นเป็นที่จดจำ เขาบอกว่าต้องขอบคุณรุ่นพี่คนนั้น
2 ปัจจุบัน โนบิตะเป็นเจ้าของหนังสือแจกฟรีของเชียงใหม่ชื่อ FINE DAE และออร์แกไนซ์ชื่อดัง FINE DAE creative organizer

Humans of Chiangmai โนบิตะ2

3 หลังเรียนจบวิจิตรศิลป์ เขาเริ่มงานในตำแหน่งนักจัดดอกไม้ เงินเดือน 3,500 บาท แต่ความที่ชอบสิ่งท้าทาย เมื่อมีโอกาส เขาจึงกระโดดไปจับงานเซลล์ขายโฆษณา
4 “ตอนเรียน ผมไม่ใช่คนโดดเด่น แต่ผมเรียนสายวิทย์มา จึงเป็นคนใช้เหตุผล มีระบบระเบียบ พูดง่าย ๆ ผมเก่งเรื่องพรีเซ็นต์ อย่างน้ำแก้วหนึ่ง ผมสามารถพูดเป็นเรื่องเป็นราว จากทะเลสีทันดรกลายมาเป็นจักรวาล จนอาจารย์ที่สอนบอกว่าเธอพูดได้ยังไง คุณสมบัตินี่แหละคือตัวผม”
5 การพูดน่าเชื่อถืออาจถึงขั้นลิงหลับทำให้โนบิตะเป็นนักขายโฆษณามือดีของหนังสือ กระทั่งวันหนึ่งจึงมีคนชวนให้ไปทำหนังสือของตัวเอง ใช้เวลาไม่นานโนบิตะก็โบยบินไปสร้างรังของตัวเอง
6 รังที่ว่าก็คือ suvarnaphumi หนังสือแจกฟรีสองภาษา อังกฤษ – ญี่ปุ่น เป็นที่กล่าวขานในเวลาไม่นาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความไร้เดียงสาของเขาเอง

Humans of Chiangmai โนบิตะ

7“เราพิมพ์หนังสือเท่ากับยอดที่แจ้งกับลูกค้าเป๊ะเลยนั่นคือ 20,000 เล่ม ซึ่งเยอะมาก ซึ่งมันกลายเป็นผลดี เพราะไปตามร้านกาแฟดัง ๆ ร้านหนังสืออย่างคิโนคูนิยะ เอชียบุ๊ค และที่ต่าง ๆ มีหนังสือเราวางเต็มพรืดไปหมด พอเข้าไปพบลูกค้า เขาก็บอกว่า อ้อ ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้ เลยโชคดีไป”
8 suvarnabhumi ถือเป็นฟรีก๊อปปี้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่คุณภาพและยอดโฆษณา ทว่าทุกอย่างล้วนมีเวลาของมัน แม้จะยืนระยะยาวนานนับทศวรรษ แต่วันหนึ่งก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง
9“ผมเป็นคนทำงานแบบลุยไปข้างหน้า จะไม่มาเสียเวลาหรือกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้น คนอื่นอาจจะมานั่งวิเคราะห์โน่นนี่นั่น แต่ผมไม่ ผมจะพยายามคิดสิ่งใหม่ ๆ ผลักดันสิ่งใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็จะวางแผนล่วงหน้า”
10 เมื่อชัดเจนว่าต้องปิด suvarnabhumi ช่วงรอยต่อโนบิตะจึงคิดทำฟรีก็อปปี้หัวใหม่ ด้วยบุคลิกและสไตล์ใหม่ ๆ จากเดิมที suvarnabhumi ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับประเทศ และยังเชื่อมต่อประเทศแถบอาเซียนบางแห่ง ส่วนแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ FINE DAE นั้นเน้นเชียงใหม่ นั่นเท่ากับว่าเขาต้องมีของดีอยู่กับตัวจึงกล้าเปิดหัวใหม่ที่หัวเมืองภาคเหนือ

Humans of Chiangmai โนบิตะ

11 “ผมทำงานออร์แกไนซ์ระหว่างที่ทำ suvarnbhumi ด้วย งานอีเว้นท์ก็ไปได้ดีจนต้องเลี้ยงหนังสือ แต่ครั้นจะทำต่อก็ไม่ได้ เพราะต้นทุนหนังสือมันเยอะ เห็นโฆษณาเยอะก็จริง แต่หลายเจ้าก็เก็บเงินไม่ได้ สุดท้ายเลยเปลี่ยนมาทำ FINE DAE
ตอนนี้ผ่านมา 2 ปี FINE DAE อยู่ได้แล้ว พอเราเรียนรู้มาจาก suvarnabhumi  เราต้องการตอบโจทย์ส่วนแบ่งของการตลาดอันน้อยนิด ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ รายเดือนก็นานไป รายสัปดาห์ก็เหนื่อยไป เลยลงตัวที่ศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือนเพื่อรองรับหลังโปรโมชั่นสินค้า กิจกรรมอาจจะมีเสาร์หรืออาทิตย์ เราวางหนังสือวันศุกร์ คนกรุงเทพฯ บินมาหยับหนังสือเราอ่านได้ แค่นี้เอง ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลย”

Humans of Chiangmai โนบิตะ5

12 ส่วนงานอีเว้นท์ของโนบิตะถือว่าติดลมบนเรียบร้อยแล้ว แต่ช่วงตั้งไข่เขาสารภาพว่าต้องเอาตัวเข้าแลกเลยทีเดียว แม้จะไม่มีประสบการณ์ แต่ด้วยความเป็นนักพรีเซ็นต์บวกกับผลงานด้านสิ่งพิมพ์ที่ทำมายาวนาน เขาจึงได้งานแรกที่เซ็นทรัล กาดสวนแก้ว

13“งานแรกเราทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่รู้จะจ้างใครด้วย เลยลงมือทำเองทุกอย่าง ปูพรม ติดป้าไวนีล ลุยเต็มที่ ซึ่งงานก็ออกมาดี เป็นที่น่าพอใจ”

Humans of Chiangmai โนบิตะ6

14 ยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ระส่ำระสาย โนบิตะอุดช่องโหว่ด้วยการถ่ายเทพื้นที่สินค้า จากอีเว้นท์ไปสู่สิ่งพิมพ์ แทนที่จะจัดอีเว้นท์ทีเดียวจบ แต่เขากระจายสินค้าไปอีกพื้นที่หนึ่ง

15 ข้อดีของออฟฟิศขนาดเล็กก็คือสามารถดูแลได้ทั่วถึง มากกว่าพูดกันปกติ โนบิตะเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คกับพนักงานทุกคน ฉะนั้นจากสเตตัสบนเฟสบุ๊คของพวกเขา โนบิตะจึงรับรู้ปัญหาต่าง ๆ วันรุ่งขึ้นก็เรียกมาพูดคุย เพื่อแก้ปัญหาทันที “เฮ้ย มึงมีปัญหาชีวิตอะไร ไม่พอใจอะไร”

Humans of Chiangmai โนบิตะ7

16 ชีวิตเราทุกคนล้วนมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต โนบิตะเล่าว่าจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาคือ “พระเจ้า” ซึ่งเขาพูดชัดถ้อยชัดคำว่าพระเจ้าทำให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น พูดได้ว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นพระองค์สามารถแก้ไขให้ลุล่วงด้วยดี

17 เมื่อถามถึงคู่หูของโนบิตะ เขาจึงเอื้อยเอ่ยพระนามของ “พระเจ้า” อย่างทันท่วงที

“เมื่อก่อนผมขี้โมโหมาก ๆ ไม่พอใจใคร ชี้หน้าด่า อะไรอยู่ใกล้จับปาเลย กล่องทิชชู่ ไอโฟนนี่..กระจาย แต่พอตอนดีก็ดีใจหาย ยอมรับว่าเมื่อมาเจอพระเจ้า เรากลายเป็นคนถ่อมตน ถ่อมใจมาก ๆ”

18 การเป็นเจ้านายสามวันดีสี่วันป่วยทำให้โนบิตะต้องลงมือทำงานเกือบทุกอย่างด้วยตนเอง เพราะรู้สึกว่าใครก็ทำงานไม่ถูกใจ ความเครียดจึงเล่นงานเขาทำเอาชีวิตแทบพังทลาย กระทั่งวันหนึ่งเขารู้สึกอยากไปโบสถ์ ซึ่งเขาเคยไปเมื่อนานมาแล้ว แทบจำความรู้สึกครั้งนั้นไม่ได้..

Humans of Chiangmai โนบิตะ8

19 ทว่าเมื่อเขาศรัทธาในพระเจ้า ไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างราบรื่น ที่สำคัญ มันทำให้ความกังวลใจหลายๆ อย่างหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทั้งๆ ที่เป็นคนเนี้ยบในการทำงาน เขากลับมองเห็นงานที่พนักงานทำเนี้ยบกว่าที่เขาเคยคิดเสียอีก“พระเจ้าเท่านั้นที่ให้สิ่งนี้กับเรา พระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยปลดล็อคต่างๆ ให้กับเรา”
20 โนบิตะรักหนังสือ หากเลือกได้เขาอยากลงมือทำหนังสือเอง เขาเชื่อว่าประสบการณ์กว่า 10 ปี น่าจะทำให้หนังสือสนุกและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อทั้งหนังสือและอีเว้นท์ยังอิงอยู่กับชื่อ “โนบิตะ” อีกทั้งคนปิดการขายยังคงเป็นเขาคนเดียว เมื่อเรือมีสองแคม เขาเองก็มีสองขา ทุกอย่างจึงดำเนินไปตามวิถี

“ผมเองก็พยายามจะจัดการให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ โดยไม่มีผม แต่คงต้องใช้ระยะอีกสักพักใหญ่”

Humans of Chiangmai โนบิตะ9

21 โนบิตะเคยวางเป้าหมายชีวิตไว้ว่าภายใน 3 ปีนี้เขาจะปลดหนี้ให้หมด หลังจากนั้นจะเข้าไปทำงานในโบสถ์ รับใช้พระเจ้า โดยมีรายได้จากเงินปันผลกำไรของบริษัท แต่ทางโบสถ์บอกว่าไม่ถูกต้อง ทุกอย่างล้วนมีวิธีการ

“ที่โบสถ์ถามว่าเราถามพระเจ้าจริงหรือยัง พระเจ้าให้หรือยัง ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายอยากเก็บเงินสัก 3 – 4 ล้านบาท ก่อน ซึ่งผมมันไม่ผิด หากไม่วางแผนชีวิตต่างหากที่ผิด บางทีเราคิดว่าพรุ่งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่ ถ้าต้องการอะไรบอกพระเจ้าไปเลย ผมใช้คำนี้บ่อยๆ คุณต้องการอะไรก็บอกพระเจ้าไปเลย

“มีพระคัมภีร์บทหนึ่งบอกว่าพระเจ้าไม่เคยเอางูให้เรา ไม่เคยให้สิ่งที่เป็นพิษแก่เรา ขออะไรพระเจ้าจะให้อย่างนั้น แต่ไม่ใช่ขอให้ถูกหวย นิ ไม่ได้ขอเอาทรัพย์คนอื่นมาเป็นของเรา แต่เราในวิถีทางที่ใสสะอาด”

Humans of Chiangmai โนบิตะ10

22 การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้ทำให้ความปรารถนาในการทำงานให้เป็นเลิศลดลงแม้แต่น้อย ในทางกลับกันโนบิตะเห็นได้ชัดว่าความเชื่อนั้นช่วยให้เขามีสติไต่ตรองในงานที่ทำมากขึ้น เมื่อจิตผ่องแผ้ว ภายในนิ่งสงบ การงานแห่งชีวิตจึงราบรื่น

Humans of Chiangmai โนบิตะ12

23 แม้งานอีเว้นท์และหนังสือจะถูกพูดถึงอย่างครึกครื้น แต่โนบิตะกลับมองว่าเขาใช่เบอร์หนึ่งของเชียงใหม่ เบอร์หนึ่งจริงต้องมียอดขาย 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเขาเองก็อยากเดินไปสู่จุดนั้นในวันข้างหน้า

Humans of Chiangmai โนบิตะ13

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย – Arnarchak Thamna

เรื่องราวชีวิตของ  Humans of  Chiang Mai คนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามกันได้ที่นี่ และถ้าหากใครมีบุคคลแห่งแรงบันดาลใจที่อยากแนะนำ ก็อย่าลืมแวะมาเม้นท์มาแชร์ให้เราได้รู้ตามช่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ
เจ๋งจะได้ตามไปเจาะลึกกันอย่างทันท่วงที ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวเชียงใหม่

ฝากความคิดเห็น ...