Mo Rooms โรงแรมขนาดเล็กกลางเมืองเชียงใหม่ บนถนนท่าแพ ที่เกิดจากแนวความคิดที่จะรวมวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันให้อยู่ในรูปของพื้นที่ศิลปะที่สามารถอาศัยได้จริง ในแต่ละห้องนั้นเกิดจากนักออกแบบของศิลปิน สถาปนิก นักโหราศาสตร์ ศิลปินท้องถิ่น ที่มารวมตัวเฉพาะกิจเพื่อออกแบบห้องพักทั้งหมด 12 ห้อง โดยแต่ละห้องจะมีการตั้งชื่อตามปีนักษัตรทั้ง 12 (ปีชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กุน) ซึ่งศิลปินแต่ละท่านได้ออกแบบห้องตามนักษัตรของตัวเอง จึงทำให้แต่ละห้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และแต่ละห้องจะแสดงความเป็นตัวตนของคนแต่ละนักษัตรมากที่สุด เรียกได้ว่า ศิลปินแต่ท่าน ได้ใส่ความเป็นตัวตนของตัวเองเข้าไปในแต่ละห้อง ดังนั้น แต่ละห้อง ไม่เพียงจะสื่อถึงนักษัตรแต่ละนักษัตรเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงตัวตนของแต่ละศิลปินด้วย

คุณตุ้ม (Pritsadee Numtee) ผู้จัดการของ Mo Rooms

 Mo มาจากอะไร…?

จากการได้พูดคุยกับคุณตุ้ม  (Pritsadee Numtee) ผู้จัดการของ Mo Rooms ทำให้เราเข้าใจ Mo Rooms มากขึ้น เราเลยขอสรุปความหมายของคำว่า Mo ว่า มาจาก Moment ก็คือ การอยู่กับปัจจุบัน เพราะการที่เราเข้ามาพักในโรงแรมนี้ เราควรจะซึมซับและตั้งจิตให้อยู่กับทุกๆ วินาทีในปัจจุบันให้มากที่สุด หลายๆ ครั้ง มีคนมาเข้าพัก ก็มักจะเกิดการเปรียบเทียบโรงแรม Mo Rooms กับโรงแรมอื่นๆ ที่เคยพักมา และมักเกิดคำถามกับโรงแรมสุดอาร์ทแห่งนี้ แทนที่เราจะเอาเวลาไปนึกถึงหรือเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่นๆ ทำไมเราไม่อยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับการพักผ่อนใน Mo Rooms หล่ะ

เกริ่นนำความเป็นตัวตนของ Mo Rooms มาซะยาว ตอนนี้เรามาสำรวจโรงแรมสุดแนวแห่งนี้กันเลย เริ่มต้นด้วยด้านหน้า หากเราขับรถผ่าน จะมองเห็นเป็นตึกแถวขนาด 3 ห้อง ทาด้วยสีเขียวสดใสโดดเด่นทีเดียว

บรรยากาศด้านหน้าโรงแรม


ในส่วนต้อนรับของโรงแรมจะอยู่ในห้องแอร์ด้านหน้า ขณะที่โซนที่นั่งด้านนอก เป็นบาร์เครื่องดื่ม มีทั้งกาแฟ น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราเข้าไปเช็คอินได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพนักงาน พร้อมกับนำเราไปจอดรถทางด้านหลังของโรงแรม (มีที่จอดรถขนาดเล็กได้ 2 คันถ้วน) พร้อมกับอธิบายถึงแต่ละห้องของโรงแรม โดยห้องทั้งหมด 12 ห้อง จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ Studio ได้แก่ ห้องเถาะ ชวด และขาล Deluxe ได้แก่ ห้องระกา มะเส็ง และมะเมีย Deluxe Suite ได้แก่ ห้องวอก กุน มะโรง มะแม และจอ และ Exclusive suite ได้แก่ ห้องฉลู ซึ่งการเข้าพักของเราครั้งนี้ เราได้พักห้องวอก หรือห้องลิงค่ะ ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ 2,800 – 3,900 บาท (ราคารวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน)

จากนั้นพนักงานก็นำทางเราไปด้านในโรงแรมเพื่อไปห้องลิงของเรา พอเดินเข้าไปด้านในเท่านั้นแหละ ภาพตึกแถวด้านหน้าเลือนลางหายไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอาคารสุดเท่ห์ซ่อนอยู่ด้านใน พร้อมกับสระว่ายน้ำขนาดเล็กด้วย

บรรยากาศด้านในโรงแรม

 รูปทรงภายนอกของอาคารเหมือนการนำกล่องสี่เหลี่ยมวางซ้อนกัน หันหน้าไปทางทิศต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง เรียกได้ว่าไม่เพียงแค่ทำรูปทรงอาคารให้แปลกตาเท่านั้น แต่ทุกๆ ส่วนมีความหมาย และสอดคล้องกับหลักโหราศาสตร์ไปด้วย

 ห้องลิง ออกแบบโดยคุณอุดม อุดมศรีอนันต์ เจ้าของและนักออกแบบของบริษัท Planet 2001 บริษัทออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ โดยยึดหลักการออกแบบ “ทำอย่างไรธรรมชาติจะเข้ามาใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น”

ห้องลิงเป็นห้องที่มืดที่สุดของ Mo Rooms ด้วยห้องที่ทาเป็นสีดำทั้งกำแพง พื้น และและเพดาน ทำให้ห้องดูมืดเป็นพิเศษ แต่ห้องก็เพิ่มความนุ่มนวลด้วยการมีกิ่งไม้คล้ายๆ เถาวัลตกแต่งตามมุมต่างๆ ห้อง ในส่วนของเตียงจะแปลกตามาก เป็นเตียงหวายสานคล้ายๆ กับลูกท้อ และส่วนที่เด่นสุด คือ ห้องน้ำ ห้องน้ำเปิดโล่ง มีเพียงกำแพงเตี้ยขนาดประมาณอกกั้นเท่านั้น ทำอะไรในห้องน้ำก็รู้กันหมด เพราะฉะนั้นจะพักห้องลิง ต้องสนิทกันพอสมควรค่ะ ทำธุระส่วนตัวจะได้ไม่ขัดเขินกัน ในส่วนของอ่างอาบน้ำ เราชอบมาก ทั้งใหญ่และไม่ลื่น ถ้าใครชอบแช่น้ำในอ่าง รับรองไม่ผิดหวังกับอ่างอาบน้ำของห้องนี้แน่นอนค่ะ

 หลังจากนั่งพักผ่อนในห้องสักพัก เราก็เริ่มเดินสำรวจห้องต่างๆ ของโรงแรมกันเลย อยากบอกว่า ตื่นเต้นนิดๆ ด้วยความที่แต่ละห้องมีการออกแบบให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้การไปเดินดูแต่ละห้องมันน่าตื่นเต้นมาก

เริ่มกันที่ชั้น 1 ห้องปีเถาะ หรือห้องกระต่าย ที่ออกแบบโดยคุณ Wasinburi Supanichwarapat ห้องกระต่ายจะมีความโดดเด่นด้านการใช้กระเบื้องสีสันสดใส ด้วยก้าวแรกที่เดินเข้าไปในห้อง เราจะเจอกระเบื้องหลากสีประดับอยู่ที่กำแพง พร้อมกับเตียงสีขาวที่วางกับพื้น

 ห้องต่อมาคือ ห้องปีมะโรง (ห้องมังกร) ออกแบบโดยคุณอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ห้องมังกรออกแบบให้เรียบง่าย ด้วยห้องเป็นสีขาวทั้งหมด และใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก เพราะคุณอังกฤษ ได้แรงบันดาลใจของห้องนี้มาจากผลงานดนตรีที่ชื่อ Rain ของเรียวอิจิ ซากาโมโต้ เพื่อให้ห้องปีมะโรงเป็นห้องที่เงียบเพื่อใช้สำหรับอยู่กับตัวเอง นอกจากนี้ในห้องยังมีหนังสือที่คัดสรรโดยคุณอังกฤษ เพื่อให้ห้องไม่เงียบเหงาเกินไปด้วย

 มาต่อกันที่ชั้น 2 ห้องปีระกา (ห้องไก่) ออกแบบโดยคุณพรเดช จันดาพาณิชย์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญงานออกแบบภายใน โดยมีประสบการณ์ออกแบบทั้งในและต่างประเทศมากมาย ทางด้านหน้าห้องจะมีไข่ไก่วางไว้ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าห้องนี้เป็นห้องไก่ พอเราเปิดเข้าไปก็ตื่นเต้นด้วยกลไกของประตู เพราะใช้ระบบรอกในการเปิดปิด ส่วนห้องนั้นเน้นโทนสีขาวและใช้ไม้ตกแต่งเป็นหลัก โดยแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน โดยส่วนหลักของห้องจะเป็นส่วนของเตียงที่มีรูปทรงเตียงแปลกตา และมีโคมขนาดใหญ่ที่หมุนเป็นเกลียวตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ในส่วนของห้องน้ำก็แยกเป็นสัดส่วน เราต้องเดินหมุนตามเกลียวของเสาเข้าไป ถึงจะเจอในส่วนของห้องน้ำ

 ห้องมะเมีย ออกแบบโดย คุณอภิชาติ จำปาทอง ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบตกแต่ง อย่างที่ได้บอกตอนแรกไปว่า แต่ละห้องศิลปิน นักออกแบบแต่ละคนจะออกแบบโดยการใส่ความเป็นตัวเองลงไปในการออกแบบห้อง ดังนั้น แต่ละห้องไม่เพียงแค่สื่อถึงแต่ละนักษัตรเท่านั้น ยังสื่อถึงตัวตนของแต่ละศิลปินด้วย และห้องม้าก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ในห้องไม่ได้มีอะไรที่สื่อถึงความเป็นม้ามากนัก นอกจากมีม้าวางอยู่เท่านั้น เศษรากไม้หรือกิ่งไม้ คือของตกแต่งหลักของห้องนี้ ไม่ว่าจะประตู เตียง โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของเพดานก็ล้วนมีไม้เรียงตกแต่งทั้งสิ้น ที่เด่นสุดเห็นจะเป็นเตียง นอกจากในส่วนของเตียงที่ทำมาจากไม้เรียงต่อกันแล้ว หัวเตียงยังมีการนำไม้มาต่อกันทำเป็นเหมือนต้นไม้ขนาดใหญ่ด้วย ทำให้เหมือนกับว่าเรากำลังนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ห้องน้ำก็มีกระจกกั้นระหว่างส่วนของเตียงกับห้องน้ำ มีม่านปิดเพื่อความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าใครอยากจะเปิดก็ไม่ว่ากันค่ะ

 ชั้น 3  ห้องปีจอ ออกแบบโดยคุณไทวิจิตร พึ่งเกษมสมบูรณ์ เอกลักษณ์ของคุณไทวิจิตร คือ การนำสิ่งของที่หลายคนทิ้งไว้ให้เป็นขยะ กลับมาสร้างใหม่พร้อมกับใส่ความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะลงไป ห้องหมาเป็นอีกห้องที่สื่อสารให้คนเข้ามาพักค่อนข้างชัดเจน ด้วยห้องจะเน้นตกแต่งด้วยรูปปั้นหมาตามจุดต่างๆ ของห้อง และที่เด่นชัดที่สุดอีกส่วนก็คือเตียงนอน จะมีลักษณะคล้ายกับชามข้าวของหมา ในส่วนโทนสีห้องก็เน้นขาวและฟ้าเป็นหลัก ประกอบกับหมอนสีสันสดใส ทำให้ห้องทั้งโปร่งและสดใส แต่ถ้าแขกผู้มาพักไม่สนิทกันมากพอก็ไม่แนะนำให้พักห้องนี้ เพราะในส่วนของห้องน้ำเปิดโล่งมาก โดยเฉพาะห้องอาบน้ำ จะมีเป็นห้องกระจกและไม่มีม่านกั้นใดๆ

 ชั้น 4 ห้องมะเส็ง ออกแบบโดยคุณต่อลาภ ลาภเจริญสุข แค่ประตูก็สื่อความเป็นงูได้ชัดเจน โดยประตูตกแต่งด้วยเกล็ด ซึ่งคล้ายกับเกล็ดของพญานาคมาสื่อสาร ด้านในเน้นโทนสีขาวๆ แต่มีความโดดเด่นที่กำแพงจะเป็นรูๆ ทั่วห้องดูน่าสนใจ นอกจากนี้ อีกส่วนที่น่าสนใจ คือ เพดาน มีการน้ำหลอดไฟตกแต่งเพดานทั่วห้อง ถ้าตอนกลางคืนจะมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้า ในส่วนของห้องน้ำ กั้นด้วยกระจกอย่างเป็นสัดส่วน แถมห้องอาบน้ำก็ปูด้วยเกล็ดพญานาคอีกด้วย

 ห้องปีกุน ออกแบบโดยคุณณัฐพล พราธน ห้องหมูถือได้ว่าเป็นห้องขนาดใหญ่และมีการแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจนที่สุด ไม้และปูนเปลือยเป็นส่วนสำคัญของห้องนี้ เช่นเดียวกับหลายๆห้องของ Mo Rooms ส่วนแรกของห้องจะเป็นห้องน้ำและในส่วนของเก้าอี้นั่งเล่น ส่วนของพื้นที่ห้องนอนจะยกชั้นขึ้นมาและกั้นด้วยม่านโซ่หนักๆ ในส่วนนี้จะอยู่ติดกับหน้าต่าง ทำให้แสงแดดส่องเข้ามาเต็มๆ ทั้งสว่างและร้อนในเวลาเดียวกัน แต่เราก็ชอบในส่วนนี้ เพราะดูน่าจะนอนสบาย

 ห้องปีฉลู ออกแบบโดยคุณฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของศิลปะแขนงใหม่ที่เรียกว่า สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง (Relational Aesthetics) ห้องนี้เลยเป็นห้องที่เราตื่นเต้นมากที่สุดห้องหนึ่งของ Mo Rooms และเข้าไปก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ทุกสิ่งในห้องดูแปลกตา ก้าวแรกที่เข้าไป เราจะเจอกับเตียงนอนตั้งอยู่กลางห้องไม่มีด้านใดของเตียงติดกับกำแพเงลย และเตียงตั้งอยู่สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร จะขึ้นเตียงต้องใช้เก้าอี้ปีนขึ้นไป (ห้องนี้ทางพนักงานจะบอกกับแขกที่มาพักล่วงหน้า และไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็กๆ เข้าพัก) ในส่วนของห้องน้ำเป็นสัดส่วน แต่ก็เปิดโล่งเพราะไม่มีประตูปิดกั้น นอกจากนี้ห้องนี้จะพิเศษกว่าห้องอื่นๆ คือ มีระเบียงห้อง เราสามารถนั่งชมวิวเมืองเชียงใหม่ได้จากตรงนี้

“Everyday we wake up to a new day, why we make everyday the same day…”

หลังจากสำรวจห้องพักทั้ง 9 ห้องแล้ว (อีก 3 ห้องมีแขกเข้าพักก่อนแล้ว เราเลยไม่ได้เข้าไปสำรวจค่ะ)

 ช่วงกลางคืน เราก็ลงมานั่งพักผ่อนในส่วนของ Toru Restaurant and Bar พร้อมกับสั่งเครื่องดื่มเบาๆ เพื่อนั่งมองเชียงใหม่ยามค่ำคืนจากชั้น 2  ของร้านอาหาร จุดนี้เรียกได้ว่าวิวดี บรรยากาศก็ดี ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าหนาว หรือช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ อาทิ สงกรานต์ ลอยกระทง จุดนี้สามารถทำให้เราเข้าถึงบรรยากาศถนนท่าแพได้อย่างดี (แต่ในช่วงเทศกาลต่างๆ Mo Rooms ห้องพักเต็มอย่างรวดเร็วค่ะ ถ้าจะมาควรจะจองกันแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์)

บรรยากาศด้านล่างโรงแรม

นอกจากส่วนของร้านอาหารแล้ว เพราะความชอบของเจ้าของโรงแรมที่มีต่อการ์ตูนญี่ปุ่น เราจึงเห็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นมากมายเรียงอยู่เต็มชั้นวางหนังสือในบริเวณร้านอาหารของโรงแรม ส่วนนี้จึงกลายเป็นส่วนของห้องสมุด ให้แขกที่มาพัก หรือให้แขกที่เข้ามาใช้บริการร้านอาหาร ได้มานั่งพักผ่อนหย่อนใจไปพร้อมๆ กับหนังสือการ์ตูนมากมาย

นั่งชมวิวเชียงใหม่ยามค่ำคืนเสร็จ ก็ได้เวลาพักผ่อนแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 ตื่นเช้ามากับอากาศที่สดใส หลับสนิท หลับสบายกับห้องลิง ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินลงมาทานอาหารเช้าที่ชั้นหนึ่ง บริเวณเคาท์เตอร์เช็คอิน กับเมนูอาหารเช้าสไตล์อเมริกัน พร้อมกับชา กาแฟ ตามแต่จะเลือกค่ะ

Omelette and sausage เมนูอาหารเช้ายอดฮิต

เช็คเอาท์เสร็จ ขอไปจิบกาแฟ ชิมขนมเบาๆ ยามเช้าต่อแถวๆ ท่าแพที่ Fresh & Wraps Restobar ร้านหาไม่ยากค่ะ

 อยู่ฝั่งคูเมืองด้านใน ใกล้ๆ กับประตูท่าแพ ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 8.30 AM – 7.30 PM ให้บริการครบทุกมื้อกันเลย แต่เราทานอาหารเช้ามาจาก Mo Rooms แล้ว เลยขอแค่จิบกาแฟ กับแพนเค้กเบอร์รี่เบาๆ เป็นการปิดท้ายทริปรีวิว Mo Rooms แล้วกัน ทริปนี้กินอิ่ม นอนหลับ แค่นี้ก็ชาร์จพลังทำให้มีแรงทำงานได้เพิ่มอีกเท่าตัวแล้ว

มื้อกลางวันไปแวะที่ร้าน Rock Me Burger ที่ถนนลอยเคราะห์ ถัดจากโรงแรมไปอีกถนนเส้นนึงค่ะ มีเบอเกอร์ชิ้นโตรอเราอยู่ค่ะ

 หากใครเบื่อห้องพักสี่เหลี่ยม รูปแบบเดิมๆ อยากจะพักห้องพักที่แปลกใหม่ มีใจรักในศิลปะ และอยากเดินท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ Mo Rooms เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรพลาดค่ะ

ข้อมูลทั่วไป

MO Rooms

ที่ตั้ง : 263/1-2 ถนนท่าแพ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง เชียงใหม่ 50100
โทร : (66) 5328 0789
Fax : (66) 5328 0896
website : www.morooms.com

 

ฝากความคิดเห็น ...