Info :  โรงแรมดุสิตดีทู เชียงใหม่ 100 ถ.ช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมือง เชียงใหม่
โทร. 053-999999
เวปไซต์  http://www.dusit.com/dusit-d2
 
I Need Money Now With Bad Credit

หากเราจะพูดถึงโรงแรมห้าดาวในจังหวัดเชียงใหม่  นับๆ ได้คงมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น   วันนี้ทีมงานรีวิวเชียงใหม่เราจะพาไปบุกโรงแรมห้าดาว ที่มีเอกลักษณ์ มีสไตล์เฉพาะตัว  และถือว่าเป็นโรงแรมห้าดาวแห่งเดียวในเชียงใหม่ที่ทำได้ “ฮิป” ขนาดนี้  ทั้งสถานที่ ทั้งพนักงาน ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม   งานนี้เรารีวิวกันแบบจัดเต็ม  นอนพักจริงๆ  ใช้บริการต่างๆ ของโรงแรมจริงๆ  ประหนึ่งว่าเราเป็นลูกค้าที่มาพักผ่อน ไม่ได้มาเพื่อถ่ายรูปรีวิวเท่านั้น   จึงกล้าบอกกล้ารับประกันได้ถึงประสบการณ์ตรงที่เราได้สัมผัส  รับรองว่าสุดยอดอย่างแน่นอน

dusit D2”  โรงแรมหรูในเครือดุสิตธานี ที่มีมาตรฐานการบริการอันดีเยี่ยมอย่างที่คนไทยเราคุ้นเคยมานาน   แต่คำว่า “ดีทู” เป็นคำจำกัดความที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากโรงแรมอื่นๆ ในเครือ   เพราะเป็นคำย่อมาจาก  dusit generation 2  ซึ่งทางเครือดุสิตตั้งใจให้เป็นโรงแรมแนวใหม่ ที่รู้สึกสบาย ลบภาพความเป็นดุสิตในแบบเก่าๆ ออกไป  แต่ยังคงมาตรฐานการให้บริการในระดับห้าดาวเช่นเดิม  ทำให้รู้สึกทันสมัยยิ่งขึ้น

เมื่อเรามาถึง ก็จัดแจงเช็คอินบริเวณหน้าฟร้อนท์  ซึ่งพนักงานก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน  รวมถึงคำทักทายที่รู้สึกประหลาดใจ  “delightful”    ดูเก๋ไก๋และเป็นกันเองไม่น้อย

 พนักงานพาเรามานั่งที่บริเวณโซฟาในขณะที่รอเช็คอิน  ระหว่างนั้นความเก๋ไก๋อีกอย่างก็ได้ปรากฎขึ้นตรงหน้า นั่นคือ “welcome drink”  ที่มาแบบเรียบง่าย แต่ให้อารมณ์ผ่อนคลายและดูสนุก   กับเจ้าเครื่องดื่มที่มาในแก้วสวิง  เมื่อดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นและสัมผัสได้ถึงความเป็นไทย  เพราะมันคือน้ำใบเตยกับเม็ดแมงลัก   ซึ่งถือว่าแปลกกว่าที่อื่นๆ

หลังจากข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อย พนักงานสาวสวย บุคลิกมาดมั่น ก็พาเราขึ้นไปยังห้องที่จะได้พักในครั้งนี้     ระหว่างที่เดินทางไปยังห้องพัก เราสัมผัสได้ถึงความหรูหรา ทันสมัยด้วยการตกแต่งในทุกๆ มุมของโรงแรม  แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง  ด้วยสีสันที่ใช้ตามคอนเซ็ปท์ของโรงแรม คือ “ส้ม-ขาว”    ซึ่งหากใครเป็นคนเชียงใหม่รุ่นกลางๆ หรืออายุเกิน 30 กว่าๆ ขึ้นไป น่าจะจำได้ว่าที่นี่คือ “โรงแรมเชียงอินทร์” เดิม   ตัวอาคารภายนอกยังคงเค้าโครงเดิมให้เห็น  แต่ภายในนั้นเปลี่ยนแปลงผิดหูผิดตาไปอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อมาถึงห้องพัก  “715”   พนักงานก็ได้อธิบายถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในห้องพักอย่างละเอียดไม่มีขาดตกบกพร่อง   ห้องที่เราได้พักในครั้งนี้คือห้องแบบ Deluxe King  ซึ่งเป็นห้องเดี่ยว เตียงเป็น King size bed    ขนาดห้องไม่ใหญ่นัก แต่มีทุกอย่างครบครัน  การจัดวางตำแหน่งสิ่งของต่างๆ ถือว่าทำได้ดี  สะดวก ลงตัวอย่างมาก  และดูสะอาดสะอ้าน

สิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ หันไปเห็นแล้วรู้สึกสะดุดตา  คือเจ้ากล่องสีส้มใส ที่ทางโรงแรมเรียกว่า “delight box”  ภายในจะมีของขวัญ ของที่ระลึกชิ้นเล็กๆ ใส่ไว้  เหมือนเป็นการต้อนรับทักทายแขกอีกครั้งเมื่อมาถึงห้องพัก   เมื่อเปิดกล่องหยิบของขึ้นมา ก็พบว่าเป็นที่คั่นหนังสือโลหะฉลุ สวยงามมาก  ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็คงประทับใจไม่น้อย  ขนาดเราเป็นคนไทยยังรู้สึกชอบ แถมยังนำกลับบ้านได้ด้วย

มองไปรอบๆ ห้อง อย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าห้องดูไม่อึดอัดคับแคบ เพราะผนังของห้องน้ำถูกกั้นด้วยกระจกใส มองทะลุกันได้   มีมู่ลี่เป็นฉากไว้บังตา ภายในห้องน้ำถูกกั้นด้วยกระจกอีกชั้น แยกเป็นส่วนเปียก ส่วนแห้งอย่างชัดเจน   มีสบู่ แชมพู ข้าวของเครื่องใช้ (Amenity Supplies) ครบ  ดูน่าหยิบน่าใช้

มุมพักผ่อนตรงโซฟา มีชุดชา-กาแฟ น้ำดื่ม กาน้ำร้อน  วางไว้เป็นเซ็ต  ของแต่ละชิ้นแต่ละอย่างถูกออกแบบมาสำหรับที่นี่โดยเฉพาะ ทั้งแก้วกาแฟ  ที่รองแก้ว  ซองน้ำตาล  ที่หุ้มขวดน้ำ เป็นต้น

นอกจากห้อง Deluxe แล้ว ก็ยังมีห้องอีกแบบหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่รัก หรือนักธุรกิจ  นั่นก็คือห้องแบบ Studio Suite   ที่แยกห้องนอนกับห้องรับแขกไว้อย่างเป็นสัดส่วน  ห้องน้ำกว้างขวาง  มีอ่างอาบน้ำ  มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  ห้องนี้มีพื้นที่กว้างเป็น 2 เท่าจากห้องขนาดปกติ

การมาพักของเราในครั้งนี้ ทางโรงแรมให้สิทธิพิเศษกับเราเป็นอย่างมาก  นอกจากเราจะสามารถสำรวจกันทุกซอกทุกมุม ทุกสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว   เรายังได้สิทธิ “Club Benefits”  สามารถใช้บริการของ Club Lounge ที่อยู่ชั้น 7  (ชั้นเดียวกับห้องพักของเรา)  ได้อีกด้วย     ซึ่งบริเวณคลับเลาจน์แห่งนี้ เขามีบริการเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ ชา กาแฟ  ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน  และที่พิเศษไปกว่านั้นคือช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม  จะมีบริการอาหารว่าง ของกินเล่น  เบียร์และไวน์อีกด้วย

นอกจากมุมพักผ่อนหย่อนใจแล้ว บริเวณนี้ยังเป็นศูนย์บริการข้อมูลต่างๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ concierge ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาประจำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แขกที่มาพัก ทั้งข้อมูลการจองรถ  จองตั๋วเครื่องบิน  จองทัวร์ท่องเที่ยว จองรถเช่า ฯลฯ  รวมถึงมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้คอยบริการอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

ก่อนที่เราจะไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ  เราก็มานั่งเล่นและรองท้องบริเวณนี้  จิบๆ ดื่มๆ พูดคุยกัน  นั่งชมบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ในมุมสูง  เห็นวิวดอยสุเทพ  วัดเจดีย์หลวงและสถานที่สำคัญอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน  โดยเฉพาะช่วงเวลา 5-6 โมงเย็น สามารถมาชมพระอาทิตย์ตกดินในมุมนี้ได้สวยงามมาก

แต่สิ่งหนึ่งที่อดที่จะเขียนถึงไม่ได้ คือ  ความมีสไตล์ของพนักงานที่นี่    เพราะระหว่างที่เรานั่งคุยกันไป ดื่มกันไป  ก็เหลือบไปเห็นพนักงานที่มาบริการอยู่บริเวณนี้   มีรอยสักงามๆ เต็มแขน   เลยขอถ่ายรูปมาลงรีวิวด้วย   เพราะเชื่อว่าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ที่โรงแรมอื่นๆ เป็นแน่แท้    พูดคุยสอบถามพนักงานท่านนั้นจนได้ความว่า  ด้วยสไตล์ของโรงแรมที่อยากให้ลูกค้ารู้สึกสบาย เป็นกันเอง ไม่อึดอัดเหมือนไปพักโรงแรมห้าดาวอื่นๆ  ทางโรงแรมจึงให้พนักงานสามารถแต่งหน้า ทำผม ย้อมสี เจาะหู  มีรอยสัก ผู้ชายไว้หนวดเครา ไว้ผมยาวได้  แสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องอยู่ในกรอบ  เพียงแต่ต้องปฏิบัติงานให้ได้มาตรฐานการบริการที่ทางโรงแรมกำหนด  สุภาพกับลูกค้าเป็นใช้ได้…  ว้าว ไอเดียดี !!!

และแล้วก็ถึงเวลาอาหารค่ำ ที่ห้องอาหาร MOXIE   บริเวณชั้น 1 ของโรงแรม  เปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงครึ่งถึง 4 ทุ่มครึ่ง   ซึ่ง ณ วันที่เรามาทำรีวิวนี้ ทางห้องอาหารก็มีโปรโมชั่น  doodle noodle ซึ่งเป็นเมนูเส้น ในราคา 299 บาทสุทธิ  รวมถึงเครื่องดื่มที่ทำจากลิ้นจี่ ทั้งม็อกเทลและค็อกเทล   ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้จักห้องอาหารแห่งนี้จาก Extreme Sunday Buffet Lunch ที่จัดทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน   แต่ขอบอกว่าห้องอาหารนี้เขามีดีทุกอย่าง  ดีทุกมื้อ

เริ่มต้นด้วยขนมปังหลากชนิด เสิร์ฟอุ่นๆ ร้อนๆ พร้อมกับดิป 2 อย่าง  เป็นของรองท้องของที่นี่   จากนั้นเราก็เริ่มลุยสั่งอาหารจานเด่นๆ ของที่นี่  ไล่เรียงตั้งแต่ D2 Appetizer, พาสต้าเส้นหมึกดำต้มยำทะเล, ผัดไทยเส้นมะละกอกุ้งสด, พิซซ่าแฮมชีสและสปาเก็ตตี้ผัดไส้อั่ว  ส่วนเครื่องดื่มเราขอลองลิ้มชิมรสกับเมนู of the month  ทั้งค็อกเทลและม็อกเทล  เรียกว่าอิ่มอร่อย คุ้มค่าเกินคำบรรยาย  ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าคุณภาพของวัตถุดิบที่นี่เขาดีมาก  ประกอบกับความพิถีพิถันใส่ใจทั้งขั้นตอนการปรุง  การจัดตกแต่ง และการเสิร์ฟ  รวมถึงบรรยากาศภายในห้องอาหารที่มีการจัดโต๊ะ แสงไฟ เสียงเพลงได้อย่างลงตัว ทำให้มื้อค่ำของเรามื้อนี้พิเศษจริงๆ

นอกจากห้องอาหาร MOXIE แล้ว  ยังมี MIXBA อยู่ตรงกลางระหว่างห้องอาหารและล็อบบี้ ไว้คอยให้บริการเครื่องดื่มนานาชนิด  โดยฝีมือของสุดยอดบาร์เทนเดอร์ระดับประเทศ   และบริเวณภายนอกตัวอาการ ก็ยังมี D square  เป็นลักษณะเหมือนลานเบียร์ ซึ่งบริการอาหารและเครื่องดื่มในบรรยากาศสบายๆ แบบเอาท์ดอร์  และยังเป็นลานที่ใช้จัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ  แต่เนื่องจากเจอฝนตก ทางทีมงานเราเลยอดไปนั่งชิลล์  จิบเบียร์ ดูฝรั่ง  มองผู้คนเดินผ่านไปมาในย่านไนท์บาซ่า     สุดท้ายก็ได้มานั่งดื่มที่ MIXBA แทน

กินจนอิ่ม ดื่มจนได้ที่ ถึงเวลาที่เราต้องพักผ่อน กลับขึ้นห้องนอน ก็เจอเจ้าสิ่งนี้  เขาเรียกว่า “Best fortune cookie” วางเซอร์ไพรส์อยู่บนเตียงที่ถูกจัดอย่างสวยงามอีกครั้ง    เป็นแป้งคุ้กกี้กรอบบางๆ สีอ่อน  ข้างในมีคำทำนายเป็นกระดาษใบเล็กๆ ซ่อนอยู่  อ่านแล้วก็เพลิน น่ารักดี  เป็นเหมือนของที่เขาเตรียมไว้เพื่อส่งเราเข้านอน   พอถึงตอนนี้แล้ว เรารู้สึกได้เลยว่า ที่นี่เขาดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีทุกเวลา ทุกรายละเอียดจริงๆ

นอนอิ่มหลับสบายบนเตียงนุ่มๆ  เงียบสงบตลอดทั้งคืน    ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น พร้อมไปลุยอาหารเช้า และออกกำลังกาย  กลับไปที่ห้องอาหาร MOXIE อีกครั้ง  กับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในยามเช้า  อาหารเช้าของที่นี่เป็นแบบบุฟเฟต์ที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท หลายหมวดหมู่  จะทานเป็นโจ๊ก ข้าวต้ม  หรือจะทานเป็นแบบอินเตอร์ ก็มีทั้ง  ไข่ เบคอน ไส้กรอก  สลัด  เบเกอรี่  ซีเรียล โยเกิร์ต นม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ ฯลฯ  มากมายจนเลือกไม่ถูก     แต่ส่วนตัวแล้วที่ชอบมากที่สุด และดูแตกต่างจากโรงแรมอื่นๆ ที่ได้ไปกินมา คือมุมของเบเกอรี่ ที่มีทั้งพาสตี้  ขนมปัง มัฟฟิน โดนัท  ฯลฯ   ซึ่งทุกอย่างที่นี่เขาทำเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งแยม ที่เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะของเครือดุสิต  ไม่ใช่แยมตามท้องตลาดทั่วไป     ถือเป็นมื้อเช้าที่เต็มอิ่มและประทับใจกับบริการของที่นี่

แค่ช่วงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราได้รับประทานอาหารดีๆ อย่างจุใจ (และเพิ่มน้ำหนัก) ไปเต็มๆ ถึง 2 มื้อ  จำเป็นที่จะต้องเผาผลาญมันออกบ้าง  ก่อนที่จะได้ขนย้ายพลุงพลุ้ยๆ ไปรีวิวที่อื่นๆ ให้แฟนเพจได้ติดตาม   ดังนั้นงานนี้เราจึงเตรียมความพร้อมทั้งชุดกีฬาและรองเท้า เพื่อไปลุย “D-fit”  ฟิตเนสที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่  สามารถมองทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ได้รอบทิศจากชั้น 10 ของโรงแรม   อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่นี่ค่อนข้างทันสมัย  มีพนักงานคอยให้คำบริการแนะนำอย่างใกล้ชิด  ที่สำคัญบรรยากาศโล่งสบาย เหมาะแก่การออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง     ที่ฟิตเนสแห่งนี้เขาเปิดให้บริการทั้งแขกที่มาพักในโรงแรม และแขกภายนอกทั่วไป   โดยสามารถชำระค่าบริการได้ทั้งรายปีและรายเดือน

พูดถึงเรื่องสุขภาพร่างกาย  ที่นี่ยังมีทั้งสระว่ายน้ำและสปา  ซึ่งสระว่ายน้ำตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของโรงแรม เป็นสระขนาดเล็ก แต่มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจโดยรอบ และมีบรรยากาศเป็นส่วนตัวสูง   ส่วน “เทวารัณสปา” สปาที่ได้รับรางวัลและรับรองคุณภาพทั้งด้านบริการ ด้านความสะอาด  ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3  เปิดให้บริการทั้งแขกในโรงแรมและบุคคลภายนอก   ด้วยคอร์สต่างๆ ที่มีให้เลือกหลากหลาย กับสถานที่หรูหรา น่าใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง

พาชมกันไปอย่างถ้วนทั่ว  งานนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์การพักผ่อนที่ครบ สมบูรณ์แบบในที่เดียวจริงๆ  ทั้งกิน ทั้งดื่ม ทั้งพักผ่อน ออกกำลังกาย    ต้องขอยืนยันว่าเราได้รับความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาที่นี่  จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่กลับออกไป  ไม่ใช่เพราะเรามาทำหน้าที่รีวิว ทางโรงแรมจึงให้การต้อนรับเป็นพิเศษ   เพราะตลอดระยะเวลา 1 วัน 1 คืนที่เราได้มาอยู่ที่นี่   เราสังเกตการดูแล การต้อนรับ การให้บริการของพนักงานที่มีต่อแขกท่านอื่นๆ แล้ว   ก็มิได้มีความแตกต่างกับเราเลย     ซึ่งเราเชื่อว่าดุสิตดีทูแห่งนี้ เป็นที่พักที่สามารถใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองได้อย่างไม่อายใคร   ด้วยชื่อของ “ดุสิตธานี” ที่สามารถการันตีการบริการที่ดี มีมาตรฐานมาอย่างยาวนาน    ประกอบกับความทันสมัยของโรงแรมแห่งนี้แล้ว   เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงยกให้ที่นี่เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่อย่างแน่นอน….. Delightful  !!!!!!

ฝากความคิดเห็น ...