ความทรงจำแรกที่ผมนึกถึง Sum 41 คือดนตรีพั้งค์ผสมผสานความหนักหน่วงในแบบเมทัล ที่ทั้งหนัก เร็ว สั้น กระชับ ในฉบับที่พวกเขาถนัด

ปัจจัยสำคัญของการเลือกไปชมคอนเสิร์ต Sum 41 สดๆ คือการเล่นสดแล้วเรารู้สึกมันส์ไปด้วย นั้นแหละคือสิ่งที่ผมต้องไป อีกอย่างวงดนตรีจะดีไม่ดีในสายตาผม การเล่นสด อันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อันทรงพลังมากๆ ในการกระชากคนดูให้ติดหนึบกับทางวง จนกลายเป็นแฟนเพลงประจำกันไปเลย

ในเมื่อมาเยือนกันทั้งทีที่กรุงเทพฯเมืองนรกแตก แถมเป็นครั้งแรกก็ต้องไปดูแหละครับสำหรับผม แม้ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ จนถึงขั้นขนาดไปนั่งเฝ้าซื้อบัตร VIP ตั้งแต่ตีห้า (ผมนับถือคนที่รักจริงแล้วยอมทำ เพราะมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขา) แต่ผมก็ชอบวงบ้านี้ใช่ย่อยเหมือนกันนะครับ ฮ่าๆๆ

บัตรราคา 1500 แต่ว่าผมซื้อช่วง Presale ได้ราคาถูกลงมาเล็กน้อย แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเรื่องที่สำคัญกว่าคือ กลัวบัตรหมดครับ มิเช่นนั้น ผมคงโมโหตัวเองที่พลาดงานระดับที่ต้องบอกว่า “มึงต้องไปให้ได้” อย่างน่าตบกะโหลกหัวทิ่มซัก 10 ครั้งอย่างแน่นอน

บัตรแข็ง

เช็ควันเวลา ตารางตั๋วรถเสร็จ อ้าว ฉิบหาย ชปล.แมนฯยูฯ กูเตะคืนวันอังคารที่ 6 มีนา นี้หว่า คอนเสิร์ตเล่นกันวันที่ 7 มีนา ตอนเย็น เหอะๆๆ เอาไงดี จะนั่งรถไปตอนคืนวันอังคารก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวอดดูบอล ถ้าจะไปเช้าวันพุธล่ะ จะทันประตูคอนเสิร์ตเปิดกันมั้ย

นอนเอาตีนก่ายหน้าผาก ดีดลูกคิดอยู่สามตลบ เป็นอันว่าไปเช้าวันพุธมันเนี่ยแหละ จากเชียงใหม่ไป กรุงเทพฯ คงถึงกันช่วงราวๆ ห้าโมงเย็นกว่าๆ พอดี แต่ก็ดูออกจะหวุดหวิดไปนิด เพราะประตูเปิดหกโมงเย็น ไม่เป็นไร นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในชีวิตของชายหนุ่มผู้ขวางโลกอย่างผม ในเมื่อชอบทั้งสองฝ่าย เข้าข่ายรักพี่เสียดายน้อง ก็ต้องจัดการบริหารเวลากันให้ดี

และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนบ้าง ไม่เป็นไปตามแผนบ้าง ที่ตรงเป้าและไม่สะดุดคือไปทันงาน แถมได้ไปเข้าแถวเพื่อที่จะได้ไปอยู่หน้าเวทีสุด แต่ที่สะดุดไม่เป็นอย่างหวังคือ แมนฯยูฯแพ้มาดริดคาบ้าน ชนิดที่กรรมการสมควรไปลาหมาบวชซัก 10 ปี ที่สำคัญคืนนั้น ผมไม่ได้นอนกันเลย

บรรยากาศตรงขายบัตร

หน้างาน Sum 41 หลังจากสับตีนเข้าไปอย่างเร่งรีบ ก็ได้ยินเสียงพิธีกรสาวเจี๊ยวจ๊าว รับหน้าที่บรรยายบรรยากาศในงานโดยรอบ

“ ไหนใครยังไม่มีบัตรค่ะ”

“ ฝั่งนู้นมีเสื้อยืด Sum 41 จำหน่ายกันด้วย”

“ ใครหิว ซุ้มของกิน เครื่องเบียร์เย็นๆจากช้าง ก็มีให้ได้ดื่มกันค๊า”

และอีกสารพัดเท่าที่หล่อนจะนึกออกและพูดไป…

ระหว่างรอประตูเปิดก็เอาของมาล่อคนดู (ไม่ใช่เปิดกระโปรงโชว์นะครับ ฮ่าๆๆ) ซีดีเพลงเอย โปสเตอร์เอย  ซึ่งก็ต้องบอกว่า หล่อนทำให้มันคึกคักขึ้นมานิดนึงเหมือนกัน เพราะใครๆก็อยากได้ของฟรีกันทั้งนั้น อิอิ

ระหว่างรอเข้าแถว 

ก่อนจะเข้าไปในฮอล์ ผมกำลังครุ่นคิด พลางหงุดหงิดด้วยว่า ทำไงดีว่ะกูถึงจะหาที่เก็บโปสเตอร์วง กับถุงที่มีเสื้อยืด เสื้อเชิ้ตอย่างล่ะตัว ที่เพิ่งเปลี่ยนออกมาใส่เสื้อ Sum 41 หลังสอยมาใหม่แบบหมาดๆเพราะทางทีมงานผู้จัด Rock Entertianment ไม่ยอมให้ผมฝาก ข้อหา มันไม่ใช่กระเป๋าใบใหญ่

ผมพยายามกวาดสายตาหาพรรคพวกที่ตกอยู๋ในชะตากรรมเดียวกันคือ ซื้อเสื้อ Sum 41 มาใส่ แต่ไม่มีที่ไว้เสื้อยืดตัวเองที่ใส่มาแต่บ้าน ในอารมณ์ตอนนั้นอยากจะชวนเพื่อนๆเอาของมารวมกันให้มันใหญ่บิ๊ก เผื่อเขาจะได้รับฝากบ้าง ในฐานะมันคือกระเป๋าใบใหญ่

อันนี้ก็มาถ่ายกันแบบงงๆ

ในเมื่อไม่มีใครดูจะให้ความร่วมมือกับผม เป็นอันว่าต้องถือเข้าไปด้วยล่ะครับที่นี้ จะมองมุมไหนกี่ทีก็ต้องบอกว่า ลำบากแน่ๆ เพราะต้องรักษาโปสเตอร์ไม่ให้ยับ จะถ่ายรูปมือเดียวก็ลำบาก เหอะๆๆ นึกแล้วก็อยากจะกระโดดถีบเต็นท์ฝากของหน้างานซะเหลือเกิน

ตรงทางเข้าประตูมีตรวจบัตรคอนเสิร์ตและเจาะบัตร ซึ่งอันนี้ก็อยากจะบอกไอ้คนเจาะเหลือเกินว่า มึงช่วยเจาะให้กูดีๆหน่อย เอาแบบสวยๆ ไม่เบี้ยว แต่ไม่ทันจะบอก พี่แกก็ซัดมันเรียบร้อยโรงเรียนตาเขไป

ผ่านตรวจบัตร มาถึงตรวจร่างกายกันเล็กน้อย นัยกลัวว่าเราจะเอาระเบิดไปถล่มในงาน หรือหาบเอาปืนผา หน้าไม้ ไปสอยใครเขา แหมก็นะ ดูเหมือนจะเข้มงวด แต่จริงๆก็ลูบคลำไปงั้นๆแหละ ซึ่งก็คงทำไปตามหน้าที่และค่าแรงที่ได้รับมา

พอหลุดเข้าไปได้ ไอ้ผมมันก็เหมือนเสือหลุดจากกรงรอข้ำเหยื่อ จากนั้นก็รีบวิ่งตรงดิ่งไปหน้าสุดของเวทีเลยเท่าที่จะทำได้ สายตากับหูก็พยามมองและฟังว่าวงเปิดวงไหนมันขึ้นมาเล่นก่อน

St.Jimmy (ชื่อวงเหมือนเพลงของ Green Day ในอัลบั้ม American Idiot) เปิดซิงเล่นกันก่อนใครในช่วงราวๆเกือบทุ่ม ก่อนจะค่อยๆไล่เรียงต่อมาทีล่ะวงกับ Abuse The Youth, The Yers และปิดท้ายเขย่าความมันส์ของวงเปิด ที่ถือเป็นการอุ่นเครื่องเรียกเลือดลมให้ฉีดพล่านกับ Brandnew Sunset

Abuse The Youth

The Yers

โดยในช่วงที่เล่นๆกันอยู่ของวง Brandnew Sunset ก็ต้องมีการ Mosh Pit กันเพื่อเพิ่มความมันส์ในการดูดนตรีเป็นธรรมดา  ไอ้ครั้นจะให้มายืนทำห่า อ้าปาก ตบมือเป็นเด็กดาว์นซินโดรมดูเจ้าขุนทอง มันก็ใช่เรื่องอยู่

และในช่วงที่ชุลมุน  Mosh Pit กันกระจายหน้าเวทีเนี่ยแหละครับ ผมอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกาย บวกความฟิตที่หลับกันเต็มอิ่มบนรถทัวร์ไปร่วมวงกับชาวบ้านเขาด้วย ไม่ใช่เพราะชอบความรุนแรงหรือนึกอยากมันส์  แต่มันคือหนทางที่จะพาตัวเองไปยังหน้าเวทีติดขอบรั้วใกล้ชิดกับ Sum 41 มากที่สุด ฮ่าๆๆ

ว่าแล้วก็จัดแจงรักษาถุงเสื้อยืดกับโปสเตอร์ไม่ให้ยับสุดชีวิต กระโดดกระแทกแม่งเข้าไปเลย และสุดท้าย ผมได้ไปอยู่หน้าสุดจริงๆ อย่างที่หวังไว้ ฮ่าๆๆ

ระหว่างรอเซ็ตอุปกรณ์

เกือบสามทุ่ม วงเปิดทั้งสี่วงสายเลือดไทยเป็นอันโชว์เสร็จ เสียงตะโกนจากแฟนเพลงว่า Sum 41! Sum 41! Sum 41! Sum 41! Sum 41! Sum 41! ดังกึกก้องขึ้นเรื่อยๆ พร้อมชูมือแสดงสัญลักษณ์วง สลับมีร้องเพลง In To Deep และ Fat Lip เป็นระยะๆ

เซ็ตอุปกรณ์ แสง สี เสียง เสร็จก็ได้จัดเวลาความมันส์กันทันที!

Deryck Sum 41

Deryck 

Deryck  มาในชุดเก่งของเขา กับคอนเซ็ปต์อัลบั้มใหม่ ผมสีแดงเซ็ทตั้งตัดกับแสงไฟแดงๆเหมือนกัน จนบางครั้งแยกแทบไม่ออกเลย เพราะมันแทบจะกลืนเข้าเป็นเนื้อเดียว Cone มือเบสมาดนิ่งสาวกรี๊ด ก็มาในลุ๊คเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวเดฟดำ ส่วน Tom มือกีตาร์มาแบบเฟี้ยวกับเสื้อกล้ามดำ มีหมวกปกปิดใบหน้าเพื่อความเท่ แต่ที่สบายสุดๆคงเห็นจะเป็นเฮีย Stevo เนี่ยแหละที่เฮียแกมาแบบเสื้อกล้าม ขาสั้น เป็นอันจบ

Cone Sum 41

Cone 

ระเบิดความมันส์ชนิดที่แฟนๆประจำรู้กันอยู่ด้วย The Hell Song กันแทบถล่มฮอลล์ และสานต่อกันด้วย Motivation เพลงนี้ผมชอบตั้งแต่ขึ้นอินโทรกันมาเลย ตามด้วย We’re All To Blame และที่ต้องกระโดดร้องตามกันแทบจะทุกคนคือ In To Deep มีกระโดดกันต่อด้วย What We’re All About และ Walking Disaster

ในระหว่างเล่นไปอย่างสนุกๆ แฟนเพลงก็ Body Surf มาเรื่อยๆ ถือเป็นการสร้างบรรยากาศอารมณ์ในการดูให้มันส์ระห่ำยิ่งขึ้น ถึงแม้สาวๆหลายคนอาจจะไม่ชอบก็ตาม แต่ผมก็มั่นใจว่าสาวๆคนไหนมาดูคอนเสิร์ตแบบนี้ พวกหล่อนย่อมเข้าใจดีเป็นอย่างแน่แท้ อีกอย่าง Deryck ก็เอาใจแฟนๆ โดยลากผู้โชคดีขึ้นไปบนเวทีกันถึง 4-5 คนขึ้นไปมันส์ด้วยกัน ก่อนจะมอบของกำนัลเป็นการสวมกอด ชนิดที่แฟนเพลงด้านล่างต่างพากันอิจฉา

หลังจากจัดเพลงฮิตชุดเก่ากันมา คราวนี้ถึงคิวเล่นเพลงในชุดใหม่บ้างกับเพลง Skumfuk ก่อนจะกลับไปซัดกันหนักๆในชุดเก่ากับ Over My Head, A.N.I.C. (เพลงนี้แนวผมเลย สั้นๆกระชับ ไปเร็ว มาเร็ว จบ), No Brains และ Mr. Amsterdam

 Deryck เล่นกับแฟนเพลง

วกมาอีกรอบกับเพลงในชุดใหม่ แบบหนักหน่วงทะลวงหูกับ Sick Of Everyone พอความมันส์ดับลง ก็ยังไม่มีท่าทีว่าทางวงจะจัดเพลงช้าให้ซักเพลง พอให้หายเหนื่อยบางอย่าง Some  Say, Pieces, With Me และ Crash ที่ผมเฝ้ารอคอย ก็ ณ ในตอนนั้นสภาพผมมันทั้งเมื่อย ทั้งมันส์ คอแห้งสุดๆ ก็แหมนะ เล่นกระโดด ร้องตามมาแทบจะทุกเพลง จนมีช่วงนึงกระโดดไปเหยียบ Iphone 5 ของสาวฝรั่งที่ทำตกพื้น ชนิดที่ผมไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรว่าไอ้ที่เหยียบนั้นมันคือสุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งยุค แต่ก็ยังดีที่มันไม่แตก เหอะๆๆ ผมก้มลงหยิบให้เธอ พลางบอกว่า “กูไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้ไง แต่โอเคนะ มันไม่แตกหรอก ฮ่าๆๆ”

สำหรับใครที่อยู่หน้าสุดเวที ถ้าคุณถ่ายรูปได้สวย แสดงว่าคุณเก่งมั่กมาก เพราะในสภาพแบบนั้น ทั้งโดนอัดกระแทกติดรั้ว ทั้งกระโดด ขอบอกว่ามันลำบากกันสุดๆ ขนาดผมยังต้องถ่ายเอาเฉพาะตอน Deryck พูดเลย ไม่งั้น โทรศัพท์ตกพื้นโดยกระทืบแตกแน่ๆ เหอะๆๆ

Tom Sum 41

Tom 

ไหนๆไม่จัดให้เพลงช้าให้ฟัง ทางวงก็ใส่กันต่อกับเพลง Underclass Hero ซึ่งช่วงระหว่างเพลง Deryck ดื่มน้ำและเหมือนจะเอาขวดน้ำโยนแจก แต่ผมในฐานะที่อยู่หน้าสุดห่างจากเฮียแกไม่เท่าไหร่ พยายามทำไม้ทำมือประมาณว่า อย่าโยนแจกเลย สาดน้ำดีกว่า และ Deryck ก็สาดกันจริงๆครับ สาดใส่หน้าผมเต็มๆ เรียกได้ว่าเปียกกันไปทั้งตัว แถมเปียกแล้วยังรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นเชื้อเพลิง มาปลุกเร้าให้ผมกระโดดดูคอนเสิร์ตตามให้มันสุดๆ ไปเลย

และก็มันส์กันจริงๆกับแทร็ค Still Waiting ชนิดว่าผมดิ้นจนหมดแรงข้าวต้ม อารมณ์ในตอนนั้นถุงเสื้อยืดกับโปสเตอร์อยู่ในมือไม่รู้ว่ายับมากน้อยขนาดไหน รู้แต่โดนอัดกระแทกติดรั้ว จนแทบอยากจะพังให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

จากนั้นทางวงก็จัดการคัฟเวอร์ We will Rock You ในเวอร์ชั่นพั้งก์ ให้มันส์สมใจ ก่อนจะปิดอังกอร์ด้วยเพลง Sabotage  และ Fat Lip ที่ตอนนั้นผมกระโดดอย่างสุดมันส์แรงเกิด และเซอร์ไพร์สตบท้ายก่อนจากลา คือการได้เห็นเฮีย Stevo ออกมาร้องเพลง Pain For Pleasure แถมยังมีเอาไมค์ไปทิ่มตูด Cone ด้วย ฮ่าๆๆ

เล่นเสร็จทางวงก็จัดการแจกปิกกีตาร์กันไป ซึ่งก่อนหน้านี้ Deryck ก็แจกกันอยู่เรื่อยๆระหว่างเล่น แต่ผมก็พลาดไม่ได้กับชาวบ้านเขา ตอนจบคอนเสิร์ตก็กะจะลุ้นกันอีก แต่ก็ไม่ได้ซักที

แต่แล้วเหมือนสวรรค์ทรงโปรดเมื่อ Stevo เดินมาพยายามยื่นไม้กลองแจกแฟนเพลง และ ณ จุดนั้นผมอยู่หน้าสุดและใกล้สุด ผมพยายามเอื้อมมือไปคว้าเอาให้ได้ เพราะ Stevo ไม่ได้โยนไม้กลอง หากใครจินตนาการไม่ออก ขอให้นึกถึงภาพประมาณว่า สัมภเวสีกำลังยื่นมือขอส่วนบุญกันอยู่ยังไงยังงั้น ฮ่าๆๆ

ผมคว้าไม้กลองข้างนึงมาได้สำเร็จ แต่…ไม้กลองมันไม่ใช่ผมคนเดียวที่จับอยู่ แต่มีมืออีกข้างของสาวฝรั่งมาจับด้วย ผมดึง เธอก็ดึง อยู่อย่างงั้นราวๆ 20 วินาที สุดท้าย สตาฟฟ์ของงานบอกผมประมาณว่า “ไอ้น้องมึงให้สาวไปเหอะ”

สำหรับผมตอนนั้นมันมีอารมณ์หลายอย่าง จนยากจะแยกแยะถึงความเป็นสุภาพบุรุษเสียสละไม้กลองให้ผู้หญิง กับอีกอารมณ์คือการแย่งไม้กลองมาให้ได้

ก็ในเมื่อผมชอบเล่นกลองแถมชอบเฮีย Stevo  ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าไม้กลองมันคือของที่ระลึกชิ้นสำคัญ ในการแย่งที่จะเอามาเก็บไว้กับตัวให้ได้

บทสรุปส่งท้าย ผมเลยต้องยอมปล่อยให้ผู้หญิงไปแบบไม่ค่อยจำยอมเท่าไหร่ ก็นะ น่าจะเป่า ยิง ฉุบ ตัดสินกัน มันคงจะยุติธรรมกันกว่านี้  ว่าแต่ความยุติธรรมในโลกนี้ มันยังคงมีหลงเหลืออยู่เหรอ ฮือๆๆ

สาวฝรั่งคนขวามือแย่งไม้กลองผม ส่วนที่อยู่ข้างหน้าผม ถือโทรศัพท์อยู่ นั้นแหละเกือบโดนผมเหยียบโทรศัพท์แตก 

ปิกกีตาร์ก็ไม่ได้ ไม้กลองก็พลาดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ก็ช่างหัวคุณยายมันครับ อย่างน้อยๆ ผมก็ได้มันส์สุดๆกับคอนเสิร์ต ชนิดที่ต้องเก็บบันทึกในความทรงจำเป็นสุดยอดคอนเสิร์ตที่ดูมันส์ในรอบหลายปี หลังจากครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่ Green Day มาทัวร์เมืองไทยปี 2010

ส่งท้ายไดอารี่คอนเสิร์ตครั้งนี้ มีอย่างนึงที่ผมขอสารภาพเลยคือ แม่ง ผมน้ำตาไหลว่ะ ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่มันไหลดื้อๆ ในอารมณ์ที่กำลังมันส์ๆกับเพลง คือก็ไม่คิดว่าจะได้มาสัมผัสประสบการณ์ความมันส์ระห่ำแบบนี้ แต่พอมาเจอกับตัว น้ำตาก็ไหลเอ่อ ออกมาแบบไม่บอกกล่าวอะไร

และถ้าจะให้ผมนิยามกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คงต้องบอกว่า The Sums! ครับ ฮ่าๆๆ

ปล.ไมรู้ซิ ผมชอบเรียกพวกเขาว่า The Sums เพราะชอบ MV เพลง Still Waiting ที่ล้อเลียน MV เพลง Last Nite ของ The Strokes

 

ฝากความคิดเห็น ...