วันนี้เรามาต่อกันจากทริปที่แล้วนะคะ ทริปที่แล้ว เราเดินทางไปที่ “ขุนช่างเคี่ยน” เพื่อชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่เค้าล่ำลือกันนักหนาว่า นี่คือ “ซากุระเมืองไทย” แต่เราไปแบบไม่ได้เช็คข้อมูล ( เป็นอย่างนี้ตลอด ^^! ) แค่รู้ว่า ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานช่วง ธันวาคม – มกราคม พอปลายเดือนธันวา เราก็ขี่รถดุ่มๆ ไปยังถิ่นที่นักท่องเที่ยวแห่ไปกัน ปรากฏว่า พอไปถึง นางกำลังเริ่มบาน ก็เลยได้เห็นแต่ภาพต้นไม้ที่เริ่มผลัดใบ และ มีดอกเล็กๆ สีชมพูแซมเล็กน้อย ( ดอกที่บานแล้วยังไม่ค่อยเห็นเลยด้วยซ้ำ T^T ) พอจบทริปนี้ แอบเสียดายนิดๆ เพราะยังไม่เห็นสิ่งที่คาดหวังไว้ คือ ซากุระเมืองไทยบานเต็มต้น เราเลยตัดสินใจว่า ทริปหน้า เราต้องมาดู ซากุระบานเต็มต้นให้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว เราควรจะเดินทางในช่วงเดือน มกราคม แต่ก็ติดนั่น นู่น นี่ ทริปก็เลื่อนออกไปจนถึงช่วง กุมภาพันธ์ เราถึงจะได้ฤกษ์ ออกเดินทางตามรอย ซากุระเมืองไทย กันอีกครั้ง เช็คข้อมูลกันอีกที ก็พอจะรู้ว่ายังมี “ซากุระ” บานอยู่ แต่คราวนี้ เราเปลี่ยนจุดหมายไปที่ “ขุนแม่ย” และทริปนี้ เราก็คาดหวังว่า จะได้ชม “นางพญาเสือโคร่ง” แบบอิ่มหนำ

ทริปนี้ เราเดินทางในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ออกจากเชียงใหม่ประมาณ 9.00 น.
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราก็เลยเริ่มต้นการเดินทางจากร้านกาแฟข้างทางเหมือนเดิม อิอิ

Mocha เย็น กะ หนมปังปิ้ง รองท้องก่อนออกเดินทาง ^^

เมื่อเติมพลังเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปตามเส้นทางสาย แม่มาลัย – ปาย ผ่านอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ไปอีกประมาณ 1 กม. จะเจอกับด่านตรวจแม่ยะ สังเกตทางซ้ายมือ จะมีถนนดินลูกลังแยกออกมา ให้เลี้ยวไปตามถนนดินเลย ลุยๆๆๆๆๆ

ปากทางเข้า หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ หนทางนี้อีกยาวไกล ^^!

พอใกล้ๆ ถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ ทางจะเริ่มชัน และลำบากขึ้นนิดหน่อยเพราะมีหินทั้งก้อนเล็ก ก้อนใหญ่อยู่เต็มไปหมด
ทำให้ทางเริ่มขรุขระ ไม่เหมือนช่วงต้นทางที่เป็นทางดินเรียบๆ ใครที่เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซค์ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นนะคะ แต่ถ้าเอา 4 WD มา ก็ขอเชิญลุยได้ตามสบาย

ใกล้ถึงแล้ว สังเกตได้จากเริ่มเห็นต้นนางพญาเสือโคร่งปลูกเป็นแนวตามสองข้างทาง

 
เมื่อเราผ่านทางวิบากมาได้ ก็จะพบกับสวรรค์บนดินที่รอคอย ต้นนางพญาเสือโคร่ง กำลังผลิดอกอวดโฉมให้เราได้ชื่นชม และเก็บภาพสวยๆ กันแล้ว

เจอเป้าหมายแล้ว ว้าวๆๆๆๆๆๆๆ

  ช่วงที่เรามา ดอกนางพญาเสือโคร่ง เริ่มที่จะโรยไปบ้างแล้ว (เสียดายที่ไม่ได้มาช่วงมกราคม ไม่งั้นคงได้เห็นเป็นสีชมพูทั้งต้น T^T) แต่ทริปนี้ เราก็ยังมีโอกาสได้ยลโฉม “นางพญา” สีชมพูได้มากกว่าทริปก่อน ที่แทบจะไม่มีดอกบานให้เห็นเลย แถมที่ขุนแม่ยะ บรรยากาศยังดีมากๆ อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังเกาหลีเลยอะ อิอิ

ถ้ามาช่วงมกราคม คงเห็นเป็นสีชมพูทั้งแถบแน่ๆ เลย ><


เหมือนฉากในหนังเกาหลีเลย ^^ ขอนีสสสสสนึง ^^

นางพญาเสือโคร่งแบบชัดๆ เหมือนซากุระมั๊ยคะ

ที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะนี้ จะเป็นลานโล่งๆ มีต้นนางพญาเสือโคร่งปลูกอยู่ทั่วลาน ไม่มีที่พัก แต่สามารถกางเต้นท์ได้ ถ้ามาช่วงหน้าหนาว บรรยากาศดีมากๆ เลยค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้มาในช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบาน เราก็ยังสามารถชื่นชมกับบรรยากาศท่ามกลางป่าเขาได้ ใครอยากท่องเที่ยวแบบ out door แต่เบื่อสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ที่มีคนพลุกพล่าน ยิ่งไปช่วง High Season เหมือนหลุดเข้าไปในแหล่งชุมชน หรือ ลานจอดรถยังไงอย่างงั้น ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวที่นี่ดูนะคะ การเดินทางก็ไม่ลำบากมาก ถึงแม้ทางเข้าจะเป็นดินลูกลัง แต่ก็สามารถเอารถยนต์ส่วนตัวมาได้ แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังบริสุทธิ์ ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักมากนัก เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศแบบสงบ และเป็นส่วนตัวมากๆ เลยค่ะ

ลานนี้ถ้าเดินขึ้นไปอีกหน่อยจะสามารถมองเห็นภูเขาลูกอื่นๆ ได้ทั้งทิวเลยน๊า…..^^

เมื่อเก็บภาพจนเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาออกจากหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ แต่พอมาดูน้ำมันของเจ้า D-Tracker 250 แล้ว โอ๊ะ !!!! น้ำมันรถใกล้หมดแล้วนี่นา วิ่งได้อีกประมาณ 30 กม. ตอนนี้เวลาประมาณ บ่าย 2 กว่าๆ เอายังไงดีน๊า………….

มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง
1. เลี้ยวขวา กลับเชียงใหม่ แล้วก็จบทริปแต่เพียงเท่านี้
2. เลี้ยวซ้าย ไปเติมน้ำมันที่ ” ปาย ” ^^ 

…………….คิดว่าเราจะเลือกทางไหนล่ะ…………….
คนขี่เค้าบอกว่า ถ้ากลับเชียงใหม่ จากที่ขี่มา ยังไม่เห็นปั๊มน้ำมันในระยะ 30 กม. ก่อนถึงหน่วยจัดการต้นน้ำเลย ( ไม่รู้จริงรึเปล่า เพราะตอนเราซ้อนท้ายมา ก็ไม่ได้สังเกตซะด้วยแฮะ – -! ) แต่ถ้าไป ปาย ก็ใช้ระยะทางประมาณ 30 กม. พอดีเลยนะ เราไปเติมน้ำมันที่ปายกันดีกว่า……….. เอ๊า!!!!! ว่ายังไง ก็ว่าตามกัน สรุป เราก็เลยออกจากสถานีต้นน้ำขุนแม่ยะ แล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อที่จะไปเติมน้ำมันที่ปาย เพราะกลัวกลับไม่ถึงเชียงใหม่ ( เค้าว่ามาอย่างงั้น ^^! )

^^ ไปเติมน้ำมันที่ปายกัน อีก 30 กม. เอง ^^

      

 พร้อมไปเที่ยวต่อ


ถึงปายแล้วคร่า……..

เติมพลังก่อนกลับเชียงใหม่กัน 2 คน 3 ถ้วย หุหุหุ

เติมพลังให้คนแล้ว รถก็เติมน้ำมันแล้ว ก็พร้อมจะเดินทางกลับเชียงใหม่แล้วค่า….อีก 135 กม. เอง สู้ตายค่ะ !!!

ทริปนี้ เป็นอะไรที่ ” คุ้มมาก ” เพราะตอนแรก ตั้งใจแค่ว่า อยากเห็นดอกนางพญาเสือโคร่งที่บานแล้ว แต่มาคราวนี้ เราได้มากกว่าแค่มาดูดอกนางพญาเสือโคร่ง เพราะได้เลยมาเที่ยวไกลถึง ปาย ( แบบไม่ตั้งใจด้วย ^^ ) ต้องขอบคุณคนขี่ และ เจ้า D-Tracker 250 ที่สามารถพาเรามาไกลถึงขนาดนี้ และทำให้ทริปนี้สนุกสนานจนลืมเวลากลับบ้าน พอรู้ตัวอีกที เราก็ออกจากปายเกือบ 4 โมงกว่าๆ แล้ว แล้วจะกลับเชียงใหม่ทันตะวันตกดินมั๊ยเนี่ย……….. ^^!     review นี้ เป็นการเดินทางเพื่อชมดอกนางพญาเสือโคร่งของปีที่แล้ว ซึ่งเราพลาดโอกาสชมตอนที่ “นาง” บานอย่างเต็มที่
ทริปแรก เดินทาง ช่วง ปลายธันวาคม เป็นช่วงที่ดอกกำลังจะบาน เราก็เลยเห็นแต่กิ่งไม้สีน้ำตาล กับ ดอกสีชมพูกระจุ๋มกระจิ๋ม
ทริปที่ 2 เดินทาง ช่วง ต้นกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ดอกเริ่มบานและเริ่มโรยไปบ้างแล้ว เราก็เลยได้เห็นใบเขียวๆ แซมกับดอกสีชมพูที่เริ่มร่วงลงมาเต็มพื้น
เพราะฉนั้น ปีนี้ ก็เลยตั้งใจว่าจะต้องไปดูตอนที่ดอกบานเต็มต้นให้ได้ >< แต่ก็มีคนบอกว่า ปีนี้ ดอกนางพญาเสือโคร่งไม่ยอมบาน เพราะอากาศมันผิดปกติ แต่ก็แอบมีความหวังเล็กๆ เพราะได้ยินบางคนบอกว่า ตอนนี้ “นางบานแล้ว” แถมเอารูปมาอวดด้วย ถ้า “นาง” ยอมบานแล้วจริงๆ เร็วๆ นี้ เราคงได้เจอกันอีกนะคะ ถ้ายังไม่เบื่อที่จะติดตามการท่องเที่ยวของเราซะก่อน แล้วเจอกันในทริปต่อไปค่ะ ^^v

 

ฝากความคิดเห็น ...