Info: ถนนเจริญเมืองใกล้กับสะพานนวรัฐ
เปิดบริการทุกวัน (หยุดทุกวันพุธ)
12.00 – 14.30 น. และ 17.00 – 22.00 น.
โทร. 053 302 00
ดูกรท่านทั้งหลาย อย่าเร่งเอะอะโวยวาย ว่าข้าพเจ้าจะนำพาไปยังพงพนา ง้าวศรเล็งเพ่งคร่ากระต่ายที่ไหน อันที่จริงไม่ต้องบุกป่าฝ่าพงไพร มนุษย์เพศผู้ก็สามารถ “ยิงกระต่าย” ได้ทุกแห่งหนอยู่แล้วนะ (ฮา) และไม่ได้จะนำเอาสัตว์เลี้ยงหูยาวแสนน่ารักของหลายๆคนที่เรียกว่า “กระต่าย” มาประกอบอาหารให้คลายหิวกัน แต่วันนี้ข้าพเจ้าขอนำเสนอร้านอาหารจากวัฒนธรรมดินแดนรูปรองเท้าบูท ได้รับความนิยมไม่แพ้อาหารจากวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นและฝรั่งเศส(รวมถึงไทย)เลยทีเดียว นั่นคือร้านอาหาร “อิตาเลี่ยน” นามว่า “ลาแปง คาเฟ่ กระต่ายน้อย”
 ลาแปง (Lapin) เป็นภาษาอิตาเลี่ยน มีความหมายว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีแกนสันหลัง อยู่ในวงศ์ Leporidae มีลำตัวขนาดเล็ก ขนปุย หูยาว ที่ชาวบ้านทั่วไปในสยามประเทศเรียกกันว่า “กระต่าย” เหตุใดต้องเป็นกระต่าย? เหตุใดจึงตั้งชื่อร้านเช่นนี้? ก็ช่างศีรษะกระต่ายมันเถิด ที่มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนเรือนกระต่ายน้อยแห่งนี้ เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง(อีกแล้ว) จากคนรอบข้างและคนรอบโลกมาเยอะแยะมากมายก่ายกองจนน้ำลายแตกฟองเมื่อได้ยินชื่อร้าน “ลาแปง” ทั้งคนไทยและฝรั่งมังค่า แม้แต่ชาวอิตาเลี่ยนเองก็ยังแนะนำให้ข้าพเจ้าไปคลายกำหนัดให้ชิวหา ณ ที่แห่งนี้สักครา
ว่าแล้วก็อย่าให้เสียเพลา(อ่านว่า เพ-ลา) รีบไปลิ้มลองในฉับพลัน ร้านลาแปง อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ใกล้กับสะพานนวรัฐ(ใหม่) ลงไปทางถนนเส้นที่เดินทางไปสถานีรถไฟเชียงใหม่ อยู่ฝั่งเดียวกับโรงแรมนวรัฐ ต้องเข้าไปในซอยเล็กน้อย เยื้องๆกับร้านเอ้-เต อยู่ในรัศมีไม่เกิน 200 เมตรจากสะพานนวรัฐ ถ้าเลยไปจนถึงแยกกาด(ตลาด)สันป่าข่อย ก็ให้ทำใจ แล้วไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างสถานีดับเพลิงละกัน (ฮา)

เมื่อมาถึงที่ร้านลาแปง จะมีลักษณะเป็นตึกเก่าที่มีการตกแต่งภายในเป็นสมัยใหม่ ดูสวยดี แต่ด้วยที่ข้าพเจ้าพบเจออะไรมาหลายๆอย่าง (หากอธิบายเกรงจะยืดยาวสาวความทำหนังสือได้เป็นเล่ม) ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ใส่ใจกับการตกแต่งร้านมากนัก การต้อนรับของพนักงานดูเป็นมิตรและให้ความเสมอภาคแก่ลูกค้า แม้ว่าวันนั้นข้าพเจ้าจะแต่งกายใกล้เคียงกับชนชั้นขอทาน (ก็แค่เสื้อยืดเก่าๆกับกางเกงขาสั้น ลากรองเท้าแตะ) แต่ พนักงานก็ปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเฉกเช่นเดียวกับเหล่าคุณนายโต๊ะข้างเคียงที่ แข่งขันทำทรงผมกระบังลมนั่งถ่มถุยกันเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวย (ก็ยังไปรู้เรื่องเขาอีกนะ)

ข้าพเจ้าเดินทางเข้ามาในช่วงใกล้เที่ยงวัน เพราะเกรงว่าช่วงทินกรลับเหลี่ยมเมฆา ผู้คนจะแห่แหนกันมาปานว่าร้านนี้ให้ทานอาหารโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตัวข้าพเจ้านั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้คลั่งไคล้ในอาหารอิตาเลี่ยนคนนึง ได้ตระเวนลิ้มลองรสชาติมาก็หลายแห่ง ทั้งร้านนามอุโฆษบ้าง ร้านทั่วไปบ้าง รวมถึงได้เข้าไปเรียนรู้การทำอาหารอิตาเลี่ยนด้วย จึงทำให้ข้าพเจ้านั้น ค่อนข้างจะเข้มงวดในการเลือกสรรร้านอาหารอิตาเลี่ยนพอสมควร สิ่งใดไม่ถูกใจก็จะขอบอกตรงๆ เกรงว่าจะไม่สบอารมณ์ของหลายๆท่านนัก จึงขออภัยมา ณ ที่นี้

ขอแนะนำเกี่ยวกับอาหารอิตาเลี่ยนซักนิด จากภูมิอันน้อยนิดไม่มากมาย อาหารอิตาเลี่ยนนั้นมีส่วนที่ละม้ายคล้ายคลึงดังเช่นอาหารฝรั่งเศสบ้าง มีเป็นอาหารชุด (Course) และแบบตามสั่ง (A La Carte) ช่วงกลางวัน ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะสวาปามเข้าไปให้เต็มท้อง จึงขอเลือกเป็นแบบตามสั่งเอา

อาหารอิตาเลี่ยนนั้นแบ่งเป็นหลายประเภท ครั้นจะอธิบายทั้งหมด เกรงจะยิ่งทำให้งงงวยไปเสียเปล่าๆ จึงขอสรุปรวมแยกเป็น 4 ประเภท ตามนี้
1. อันติปาสโต (Antipasto) เป็นอาหารทานเล่น บ้านเราเรียกกันว่า “อาหารเรียกน้ำย่อย” นั่นเอง
2. พรีโมปีอัตโต (Primo Piatto) เป็นอาหารหลักจานแรก จำพวกพาสต้า (pasta), รีซอตโต (risotto)
3. เซกอนโดปีอัตโต (Secondo Piatto) เป็นอาหารจานหลักจำพวกเนื้อสัตว์
4. ดอลเช (Dolce’) เป็นของหวานที่กินตบท้ายหลังอาหาร

ถ้าจะให้พูดกันจริงๆต้องมีกินชีส, ไวน์ และกาแฟอีกมากมาย แต่ขอสรุปเป็นหลักๆตามข้างต้น ก็จะเห็นว่าการรับประทานอาหารอิตาเลี่ยนไม่ได้มีความยุ่งยากซับซ้อนดั่งเช่นอาหารฝรั่งเศส แต่เน้นการกินเป็นขั้นตอนอย่างเรียบง่าย พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส พยายามแนะนำอาหารให้ลูกค้าอย่างข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าก็รับฟังเอาคำแนะนำและเลือกอาหารจากรายการอาหาร คือ ขนมปังและเนย, พาสต้าคาโบนาร่า (เลือกตั้งนาน สุดท้ายก็กินเมนูนิยมของคนทั่วไป), พิซซ่าลาแปง (ตามคำแนะนำของพนักงาน) และซีซ่าร์สลัด มาลองลิ้มชิมรสให้หายอยาก

House Salad with Passion Fruit Vinaigrette อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่ สามารถทานได้เลยไม่ต้องคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผักนั้นสดกรอบเข้ากับน้ำสลัดได้เป็นอย่างดี เข้ากันได้อย่างลงตัว อย่างที่เขาได้โม้ไว้จริงๆ จนแทบจะรอจานต่อไปไม่ไหวแล้ว

จานต่อมาเป็นพาสต้าคาโบนาร่า ที่ร้านมีเส้นให้เลือกสองชนิดคือ เส้นสปาเก็ตตี้ (Spaghetti) และเส้นแคปเปอลินี่ (Capellini) ซึ่งอันหลังมีความหมายว่า “เส้นผม” เป็นเส้นขนาดบางมากจนเกือบจะเท่าเส้นผมของคนจริงๆ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้เลือกเอาพาสต้าเส้นขน…เอ้ย เส้นผมไปผัดกับไข่, ชีสและแฮม(เบค่อนน่ะแหละ) ที่ผู้คนเรียกขานกันว่าคาโบนาร่า ยกมาให้ตอนแรก ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะซอสที่เจิ่งนองท่วมเส้นนั้นดูไม่น่าทานสำหรับข้าพเจ้า ดูแล้วออกเป็นแนวพาสต้าครีมซอสเสียมากกว่า จึงพยายามคลุกเคล้าให้ซอสเข้ากับเส้นอย่างเซ็งอารมณ์ เพียงไม่นานซอสก็หายไปในบัดดลสร้างความฉงนให้แก่ข้าพเจ้าเล็กน้อย หลังจากชิมคำแรกแล้ว…ตาแทบถลนออกมานอกเบ้า อยากจะอุทานออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก!!!” พาสต้าเส้นผมที่นำมาผัด…ครีมซอสละกัน (ไม่ค่อยจะยอมรับเป็นคาโบนาร่า) มันเข้ากันได้ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พาสต้าเส้นผมนั้นเป็นเส้นบางแต่เหนียวนุ่มมีรสสัมผัสที่เรียกว่า “อัลเดนเต้”  (Al dente) เป็นเส้นที่ลวกกำลังดีข้างนอกอ่อนนิ่ม ข้างในกรุบกรับเคี้ยวเพลิน แล้วยังซึมซับเอาครีมซอสเข้ามาในทุกอณูของเส้นพาสต้า เคี้ยวแล้วได้กลิ่นหอมหวานของครีมซอส ทานได้เรื่อยๆจนไม่รู้จักอิ่มเลยทีเดียว แต่เสียอยู่อย่างนึงคือเมื่อไปทานร่วมกับขนมปังและซีซ่าร์สลัดแล้วทำให้เสียรสชาติ กลายเป็นไม่อร่อยไปเลย แต่ถ้าทานเดี๋ยวๆแล้วอร่อยเกินห้ามใจจริงๆ วันหน้าฟ้าใหม่ต้องวนเวียนมาเยี่ยมเยียนอีกครั้งให้ได้

ในขณะที่กำลังดื่มด่ำกับอาหารทั้งสามอย่าง พิซซ่าลาแปงก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ เป็นพิซซ่าขึ้นชื่อของทางร้าน เจ้า Pizza Meat Lover ไส้กรอกอิตาเลียน แฮม เบคอนและเปปเปอโรนี่มีใบโหระพาสอดแทรกเล็กน้อย เพิ่มความหอมกรุ่นของเครื่องเทศชวนน้ำลายสอ พอลิ้มรสแล้วออกจืดๆ ไม่เป็นไปตามกลิ่นหอมและจินตนาการ ลองกินกับซอสมะเขือเทศและซอสพริกยิ่งไปกันใหญ่ 

แต่ก็อย่างว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ความชอบของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ไม่ถูกปากข้าพเจ้า อาจจะถูกใจคนทั่วจักรวาลก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วข้าพเจ้ารู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่งในการบริการและความใส่ใจของพนักงาน ประกอบกับอาหารที่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจจะนำเสนอความอร่อยให้แก่ผู้เยี่ยมเยียนเสมอ แม้บางครั้งข้าพเจ้าจะจุกจิกจูจี้ไปบ้าง แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ถูกใส่ลงมาในอาหาร นั่นทำให้ข้าพเจ้า ต้องกลับมามุดรูกระต่าย “ลาแปง” แห่งนี้อีกครั้งแน่นอน

ฝากความคิดเห็น ...